Download PDF

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 15 เมษายน 2558

 

ขนทรายไปสร้างวัด

          ขนทรายเข้าวัด มีคำบอกเล่าที่เชื่อกันมานานแล้ว ว่าต้นเหตุจากทรายที่มีบนพื้นดินในวัดติดตีนเปล่าชาวบ้านที่เดินเข้าๆออกๆเป็นประจำ เมื่อถึงสงกรานต์เลยนัดหมายกันไปขนทรายเข้าวัด ถือเสมือนใช้หนี้คืน

          ก่อพระทราย มีคำบอกเล่าว่าสืบเนื่องจากขนทรายเข้าวัดได้กองพะเนินเทินทึก เลยพากันก่อพระทรายในวันสงกรานต์ สมมุติเป็นรูปสถูปเจดีย์ ถือเป็นทำบุญอุทิศส่วนกุศล

          คำบอกเล่า 2 เรื่องต่อเนื่องกัน อาจพิจารณาดังนี้

          เรื่องขนทรายเข้าวัดเป็นนิทานโน้มน้าวให้ขนทรายใช้คืนวัด แต่ไม่น่าเชื่อว่าจริง

          ส่วนเรื่องก่อพระทราย มีร่องรอยเป็นไปได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของการก่อสร้างศาสนสถาน เช่น สถูปเจดีย์

 

ขนทรายเข้าวัด แล้วก่อพระทราย อุบายวิธีหาทรายให้ช่างก่อสร้างพุทธสถาน (ภาพจาก http://kanchanapisek.or.th)

ขนทรายเข้าวัด แล้วก่อพระทราย อุบายวิธีหาทรายให้ช่างก่อสร้างพุทธสถาน (ภาพจาก http://kanchanapisek.or.th)

 

ทรายสร้างวัด

          ขนทรายเข้าวัด เป็นประเพณีที่ชาวบ้านร่วมกันหาแหล่งทราย แล้วขนทรายไปกองเก็บในวัด

          ให้พระสงฆ์และช่างใช้ผสมดินเหนียวทำอิฐเผาแข็งแกร่งเป็นวัสดุก่อสร้างศาสนสถานสำคัญในวัด เช่น พระพุทธรูป, สถูปเจดีย์, โบสถ์, วิหาร

          [ผมเคยเขียนอธิบายต่อเนื่องกันหลายปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2553]

          นิยมทำในหน้าแล้ง เพราะน้ำแห้งน้ำลดตามแหล่งน้ำ มองเห็นแหล่งทราย แล้วตักขุดทรายสะดวกกว่ามีน้ำมาก

          ประเพณีขนทรายเข้าวัดอย่างนี้ไม่เคยมีมาก่อน เพราะชุมชนดั้งเดิมนับถือศาสนาผี (ใช้หินตั้ง ไม่มีเทคโนโลยีเผาอิฐ) แต่จะมีเมื่อรับนับถือศาสนาพราหมณ์กับพุทธจากอินเดีย ราวหลัง พ.ศ. 1000

 

ผี, พราหมณ์, พุทธ

          ขนทรายเข้าวัดและก่อพระทราย สะท้อนความเชื่อเก่าและใหม่ปนกัน คือ ผี, พราหมณ์, พุทธ

          เมื่อพราหมณ์กับพุทธแผ่ถึงสุวรรณภูมิอุษาคเนย์ ก็มักเลือกสร้างศาสนสถาน     (เทวสถาน, พุทธสถาน) ทับซ้อนครอบคลุมสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาผีที่มีมาก่อน หรือบริเวณเดียวกัน เช่น

          แหล่งฝังศพกลางบ้าน มีตัวอย่างหลักฐานที่วัดชมชื่น (อ. ศรีสัชนาลัย จ. สุโขทัย), ปราสาทพนมวัน (อ. เมือง จ. นครราชสีมา)

          ชาวบ้านดึกดำบรรพ์จึงมีประเพณีทับซ้อนกันระหว่างผี, พราหมณ์, พุทธ เช่น หน้าแล้งต้องมีพิธีเลี้ยงผีประจำปีของชุมชน มีชาวบ้านมาชุมนุมทำพิธีกรรมพร้อมกัน เลยผนวกเข้าด้วยกันทั้งผี, พราหมณ์, พุทธ

          ผี คือ ชาวบ้านชุมนุมเลี้ยงผีหน้าแล้งราวเดือน 3, 4, 5 (มีนาคม-เมษายน-พฤษภาคม)

          พราหมณ์ คือ พิธีเปลี่ยนราศี เรียกมหาสงกรานต์ ตอนเดือนเมษายน ตรงกับหน้าแล้งของสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์

          พุทธ คือ ศูนย์รวมของชุมชนที่เรียกวัด ซึ่งต้องสร้างพุทธสถานด้วยวัสดุหลัก คือ อิฐ (ก่อพระทรายเป็นสัญลักษณ์ของการก่อสร้างสิ่งเหล่านี้) เลยถือโอกาสชุมนุมเลี้ยงผี มาขนทรายเข้าวัด

          ผู้รู้พิธีกรรมอินเดียและลังกา บอกว่ามหาสงกรานต์ของพราหมณ์อินเดียไม่มีขนทราย และพุทธในอินเดียกับลังกาก็ไม่มีประเพณีขนทรายเข้าวัดและก่อพระทราย