มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2558

 

1984 กับกรมศิลปากร

           นิยายการเมืองเรื่อง 1984 ของ จอร์จ ออร์เวลล์ ผมเพิ่งซื้อหามาอ่านไม่นานนี้เอง

           ฉบับแปลโดยรัศมี เผ่าเหลืองทอง กับ อำนวยชัย ปฏิพัทธ์เผ่าพงศ์ (สำนักพิมพ์สมมติ พิมพ์ครั้งที่สี่ พ.ศ. 2557 ราคา 300 บาท)

           อ่านไป มึนไป งงไป เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง จนจบถึงรู้แน่ๆว่าเข้าใจน้อยกว่าไม่เข้าใจ

 

ใครบงการ? ประวัติศาสตร์คลาดเคลื่อน

           แต่สะดุดใจท้ายเล่มบทกล่าวตาม เรื่องอำนาจกับการขบถ ของ ธงชัย วินิจจะกูล เพิ่งมีเมื่อพิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. 2551 จะคัด (โดยจัดย่อหน้าใหม่ให้อ่านสะดวก) ตอนที่สะดุดใจมาดังนี้

           “กรมศิลปากรเท่านั้นหรือที่กอดประวัติศาสตร์คลั่งชาติและราชาชาตินิยมไว้เหนียวแน่น แล้วเที่ยวบงการสั่งสอนคนอื่นให้คิดตาม? นักวิชาการถูกบงการโดยกรมศิลปากรหรือหน่วยงานอื่นของรัฐสักเท่าไรกัน?

           ท่ามกลางกรณีพิพาทเรื่องเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกเมื่อกลางปี 2551 ที่ผ่านมา เราจะพบว่าแม้แต่ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็มีจำนวนมากที่เห็นร่วมว่าเขาพระวิหารเป็นของไทย รัฐบาลขายชาติเสียดินแดน คนเหล่านี้ไม่ชอบพันธมิตรฯ แต่ก็เต้นตามเพลงชาตินิยมไปด้วย

           การถกเถียงสาธารณะตลอดจนความขัดแย้ง กระทำผ่านสื่อมวลชนเป็นหลัก โดยที่รัฐบาลหรือกลไกรัฐอื่นๆ ไม่สามารถควบคุมชี้นำได้

           สื่อมวลชนของเอกชน และสื่ออินเตอร์เน็ตจำนวนมากกลับมีความเห็นคลั่งชาติ ทั้งๆที่รัฐบาลเสียอีกที่พยายามบรรเทากระแสชาตินิยมหน้ามืด

           กลายเป็นว่านักวิชาการ สื่อมวลชน และขบวนการมวลชนเอง (พันธมิตรฯ) ต่างหาก ที่ช่วยกันสุมไฟชาตินิยม”

           ผมเข้าใจว่ากรมศิลปากรไม่มีพลังอำนาจมากพอจะบงการสั่งสอนคนอื่นและนักวิชาการ ให้ฟูมฟายประวัติศาสตร์คลั่งชาติและราชาชาตินิยม

           แต่กรมศิลปากร แรกสถาปนา (หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475) เป็นกำลังสำคัญของรัฐบาลยุคนั้นในกระบวนบงการสั่งสอนกล่อมเกลาประวัติศาสตร์คลั่งชาติและราชาชาตินิยม โดยผลิตและแสดงละครและเพลงปลุกใจ รวมทั้งจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

           ขณะเดียวกันจนทุกวันนี้ก็ปกปิดหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดี และการตีความส่วนที่แตกต่างจากประวัติศาสตร์คลั่งชาติและราชาชาตินิยม

           สังคมไทยจึงรับความรู้ชุดเดียวนั้น เช่น สุโขทัย เป็นราชธานีแห่งแรกของไทย ซึ่งไม่จริง แล้วเรื่องอื่นๆอีกมากที่เป็นเท็จ

           อย่างนี้ผมไม่แน่ใจจะเป็นกระบวน Newspeak ไหม? (ใน 1984 หมายถึงศัพท์แสงที่สื่อความวิปลาสคลาดเคลื่อนกลับขาวเป็นดำ)

 

เทือกเขาอัลไตของทหาร

           บทกล่าวตามท้ายเล่ม 1984 บอกอีกว่า

           การถกเถียงใหม่ๆ ทางประวัติศาสตร์มีอยู่ตลอดเวลาโดยที่รัฐควบคุมไม่ได้ แต่กลับมีผลเปลี่ยนความรู้ความคิดของสาธารณชนน้อยมาก

           บางครั้งเสนอความรู้ ความคิดใหม่ๆ ก็กลับถูกสาธารณชนลากกลับไปอยู่ในกรอบความรู้เดิมๆจนได้ จนป่านนี้จึงยังคลั่งชาติ เกลียดพม่า ดูถูกลาว ไม่ไว้ใจเขมร เหยียดหยามมลายู

           และยังคงคิดว่าคนไทยมาจากภูเขาอัลไตอยู่เช่นเดิม

           ผู้มีอำนาจทางการเมืองและการทหารปัจจุบัน เพิ่งบอกสังคมไทยเร็วๆนี้ ว่าคนไทยมาจากอัลไต

           ทั้งนี้เป็นผลจากกรมศิลปากรไม่กระตือรือร้นแสดงหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีว่าไม่จริงอย่างนั้น

           ขนาดนายพลทหารระดับนายกฯ ยังไม่รู้ แล้วจะให้คนทั่วไปรู้ไฉน?