มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 31 มีนาคม 2558

 

ชีวิตในประวัติศาสตร์ รอบๆวัดกัลยาณ์

          วัดกัลยาณมิตร อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณที่เคยเป็นเวิ้งน้ำกว้างใหญ่เรียกบางหลวง

          ผู้รู้ภูมิประเทศเมืองบางกอกโบราณ เคยอธิบายว่าเมื่อก่อนนี้เกือบพันปีมาแล้ว บางหลวงเป็นโค้งแม่น้ำเจ้าพระยาสายเก่าไปทางทิศตะวันตก ทำให้เกิดเวิ้งน้ำกว้างใหญ่กว่าที่อื่น (ปัจจุบันคือปากคลองบางกอกใหญ่)

          [แต่สมัยดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ยังไม่มีแม่น้ำเจ้าพระยา (ขุดใหม่) หน้าวัดอรุณฯ ถึงหน้าศิริราช (ปากคลองบางกอกน้อย) ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือ]

          ตะกอนโคลนตมจากแม่น้ำถมทับซับซ้อนนับร้อยๆปี จนค่อยๆดอนขึ้นๆเป็นผืนแผ่นดิน ธัชชัย ยอดพิชัย ค้นคว้าเรียบเรียงหนังสือวัดกัลยาณมิตรฯ (พิมพ์ พ.ศ. 2553 หน้า 15) มีความตอนหนึ่งว่า

          “ที่ดินบริเวณที่จะสร้างวัดกัลยาณมิตรนี้เดิมในสมัยกรุงศรีอยุธยาไม่มีดิน เป็นแม่น้ำดอนขึ้น ครั้งกรุงธนบุรีเป็นที่จอดแพได้

          ครั้นนานวันผันกลับดอนเป็นดิน กลายเป็นที่ตั้งบ้านเรือนของพ่อค้าชาวจีนฮกเกี้ยน” ต่อจากนั้น “เป็นที่อยู่อาศัยของทั้งชาวโปรตุเกส ชาวมุสลิม ชาวไทย และยังมีพระภิกษุจีนพำนักอยู่ด้วย ชาวบ้านจึงเรียกย่านนี้ว่า ชุมชนกะดีจีน หรือกุฎีจีน”

          พี่สาว ร.1 ชื่อแก้ว กับสามีเป็นจีนชื่อเงิน ถึงยุคกรุงธนบุรีตั้งบ้านเรือนโรงแพอยู่บริเวณบางหลวง ปากคลองบางกอกใหญ่ฝั่งใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่วัดกัลยาณมิตร

          ครั้นถึง ร.4 โปรดให้สร้างหอพระธรรมมณเฑียรเถลิงพระเกียรติ บริเวณเคยเป็นที่จอดแพท่านแก้วกับขรัวเงิน (ซึ่งเป็นยายกับตาของ ร.4)

          ฝั่งตรงข้ามที่จอดแพท่านแก้วกับขรัวเงิน เป็นฝั่งเหนือของปากคลองบางกอกใหญ่ คือบ้านโรงพิมพ์หมอบรัดเลย์ ดังมีบอกไว้ในนิราศยี่สาร ของ ก.ศ.ร.กุหลาบ ว่า “แลเห็นวัดกัลยาณ์หน้าบ้านหมอ โบสถ์ละออสูงเยี่ยมเทียมไศล”

Bradley31-03-58 2 

          ทั้งหมดเล่ามาย่อๆนี้ เป็นประวัติศาสตร์สังคม (หรือประวัติศาสตร์ท้องถิ่น) ที่สนุกกว่าเรื่องศาสนสถาน หรือปูชนียสถานในวัด

          แต่ไม่มีใครสนุกเรื่องนี้ เพราะประวัติศาสตร์สังคมรอบๆวัดกัลยาณ์ถูกทำลายไปแล้วเกือบหมดโดยใครนักก็ไม่รู้ ไม่ใช่แค่พระสงฆ์บางส่วน

          ขนมพอสมน้ำยา แม้สถาบันการศึกษาไทยที่เกี่ยวข้องเรื่องเหล่านี้ก็ไม่ใส่ใจประวัติศาสตร์สังคมทั้งในอดีตและปัจจุบันd.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);