มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม 2558

 

บ้านเชียง ไม่ใช่สมบัติส่วนตัว

ของนักโบราณคดีไทย

 

          บ้านเชียงเก่าที่สุดในโลกด้านเทคโนโลยีสำริด นักโบราณคดีอเมริกันบอกรายละเอียดแก่สำนักข่าวนานาชาติ ราว 40 ปีมาแล้ว

          จากนั้นข่าวนี้ก็กระจายไปทั่วโลก ผ่านสำนักข่าวต่างๆ เช่น เอพี, รอยเตอร์ส, ฯลฯ แล้วมีพิมพ์เผยแพร่อยู่ในนิตยสารรายสัปดาห์ เช่น ไทม์, นิวส์วีค

          ผู้สื่อข่าวนานาชาติก็ติดตามสัมภาษณ์นักโบราณคดีทั่วโลก สืบเนื่องอีกนาน มีทั้งสนับสนุนและสงสัย

          นักโบราณคดีนานาชาติ (รวมทั้งในไทย) ต่างตื่นเต้นยินดีที่มีข่าวความก้าวหน้า โดยไม่มีใครข้องใจเรื่องจริยธรรม หรืออะไรทำนองนี้?

          ผมทำข่าวบ้านเชียงอย่างตื่นเต้นยินดี (เหมือนสื่ออื่นๆขณะนั้น) ลงในหนังสือพิมพ์ประชาชาติรายวัน (ต้นทางมติชนทุกวันนี้) โดยบัญชาของขรรค์ชัย บุนปาน (บรรณาธิการขณะนั้น) ระหว่าง พ.ศ. 2518-19

          ครั้งนั้น พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร เลี้ยงฉลองตัวแทนนักโบราณคดีไทยที่เกี่ยวข้องการขุดค้นบ้านเชียง แล้วมีส่วนร่วมประกาศผลความสำเร็จ โดยไม่มีใครพูดถึงจริยธรรมของนักโบราณคดีและของสื่อมวลชนต่อข่าวความเก่าแก่ของบ้านเชียง

 

บ้านเชียง ไม่ใช่สมบัติส่วนตัว

          ล่าสุดนักโบราณคดีไทยกลุ่มหนึ่งมีปฏิกิริยาผ่านสื่อสาธารณะ ไม่พอใจนักโบราณคดีอังกฤษ (จากนิวซีแลนด์) คนหนึ่งว่าขาดจริยธรรมที่ให้สัมภาษณ์มติชน (ฉบับวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2558) เรื่องอายุของวัฒนธรรมบ้านเชียงไม่เก่าสุดในโลกตามที่เคยเชื่อกันมานาน

          นักโบราณคดีกลุ่มนี้ยังตำหนิและประณามมติชนว่าไม่มีจริยธรรมที่ไปสัมภาษณ์นักโบราณคดีอังกฤษเรื่องอายุบ้านเชียง

          อันที่จริงก่อนหน้านี้ไม่นาน นักโบราณคดีจากนิวซีแลนด์ท่านนี้เสนอต่อที่ประชุมเฉพาะกลุ่มมาก่อน เมื่อไปบรรยายที่ห้องประชุมดำรงราชานุภาพ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ว่าบ้านเชียงไม่เก่าที่สุดในโลก และมติชนเสนอข่าวก่อนแล้ว จึงขอสัมภาษณ์อีก เพราะเห็นเป็นเรื่องสำคัญที่คนทั่วไปไม่รู้

         

สาธารณะควรรู้ความจริง

          แท้จริงแล้วอายุบ้านเชียงไม่เก่าที่สุดในโลก เป็นที่รับรู้ในหมู่นักโบราณคดีทั่วโลก ตั้งแต่ช่วงต้นๆที่นักโบราณคดีอเมริกันประกาศราว 40 ปีมาแล้ว (ซึ่งทางการไทยรับมาใช้โฆษณาขายการท่องเที่ยว)

          ประชาชนคนไทยมีสิทธิ์รู้อายุแท้จริงของบ้านเชียงในแง่มุมต่างๆ ไม่ว่านักโบราณคดีนานาชาติจะทักท้วงถกเถียงอย่างไร?

          [มีรายละเอียดเพิ่มเติมในพื้นที่สุวรรรภูมิในอาเซียน]

          สื่อมวลชนมีเสรีภาพที่จะติดตามข้อถกเถียงทักท้วงนั้นมาเสนอต่อประชาชนอย่างรวดเร็วทุกระยะที่ทำได้ (เพราะเรื่องอย่างนี้ไม่จำเป็นต้องมีข้อยุติ)

          ถ้าซับซ้อนมากไปก็ทำให้ง่ายกว่าภาษาวิชาการโบราณคดี เพื่อคนทั่วไปรับรู้สะดวก

          และที่สำคัญคือ รู้เท่าทันนักโบราณคดี

 

หวงข้อมูลความรู้

          จริยธรรมของนักวิชาการ (ถ้ามีจริง) ระดับสากล คือแบ่งปันเผยแพร่ข้อมูลความรู้สู่สาธารณะให้กว้างขวางอย่างดีและรวดเร็วที่สุด เพื่อประโยชน์ต่อคนอื่นในสังคมส่วนรวม

          แต่นักวิชาการโบราณคดีของไทยกลุ่มนี้เข้าใจจริยธรรมไปอีกอย่างหนึ่ง หรือไม่ก็สร้างจริยธรรมของตนต่างไปจากสากล

          คือไม่แบ่งปันเผยแพร่ใดๆ ทั้งสิ้น มีแต่หวงแหนไว้ (เหมือนครูโบราณ เช่น ครูดนตรีไทยหวงวิชา)

          [เป็นวิธีคิดเชิงอำนาจ ว่าวิชาความรู้เป็นสมบัติส่วนตัวของคนชั้นนำที่ได้เปรียบเท่านั้น คนด้อยโอกาสที่เสียเปรียบจะมีวิชาความรู้ก็ต่อเมื่อได้รับสงเคราะห์อย่างกรุณาจากคนได้เปรียบ ดูตัวอย่างได้จากการจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ]

          นักโบราณคดีไทยมีสิทธิ์สมบูรณ์ที่จะปกปิดข้อมูลความรู้ที่ค้นพบ และที่ตีความสันนิษฐานด้วยตัวเอง

          แต่สื่อก็มีเสรีภาพที่จะสืบค้นข้อมูลความรู้จากแหล่งอื่นๆ ซึ่งมีไม่น้อย เช่น จากนักโบราณคดีคนอื่นทั่วโลกที่ใจกว้างยินดีเปิดเผย หรือนักมานุษยวิทยา, นักธรณีวิทยา, นักประวัติศาสตร์ที่มีความลุ่มลึกและกว้างขวาง (อาจมากกว่านักโบราณคดีไทย) แล้วมีสำนึกแบ่งปันอย่างมีเสรีภาพ

          โดยปกติสื่อมีภาระเปิดโปงทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดีอยู่แล้ว เช่น คอร์รัปชั่น ฯลฯ คนไม่สุจริตก็ย่อมต้องคิดปกปิดอยู่แล้วเป็นธรรมดา สื่อไม่มีปัญหา

          แต่ปัญหาอยู่ที่ผู้พยายามปกปิด}