มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม 2558

 

นักศึกษาไทย“เรียน”แบบไหน?

          99 ปี ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เมื่อวันจันทร์ที่ 9 มีนาคม 2558

          [เกิด 9 มีนาคม 2459 ที่ย่านตลาดน้อย สัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ ชื่อ “ป๋วย” แปลตรงตัวว่า “พูนดินที่โคนต้นไม้” “บำรุง” “หล่อเลี้ยง” “เพาะเลี้ยง” และ “เสริมกำลัง”]

          มีหนังสือที่ระลึก โดยโครงการตำราฯ รวบรวมวาทะสำคัญๆตอนหนึ่ง ดังนี้

          ผู้ที่กล่าวว่า “นักศึกษามีหน้าที่เฉพาะแต่การเรียน” นั้น กล่าวถูกและกล่าวผิด แล้วแต่จะตีความคำว่า “เรียน” กว้างหรือแคบเพียงใด

          ถ้าตีความหมาย “เรียน” อย่างแคบ ก็เป็นมิจฉาทิฐิแน่นอน ไม่ว่าใครจะเป็นผู้กล่าว

          ถ้าหมายความว่านักศึกษาจะต้องเรียนโดยเอาใจใส่ต่อเหตุการณ์ของชุมชน เรียนโดยสนใจแก้ไขปัญหาบ้านเมือง เรียนโดยแสดงความคิดเห็นโดยอิสระและใช้วิธีสันติ แม้ว่าจะร่วมกันเป็นหมู่มากก็เป็นความหมายที่ถูก [มหาวิทยาลัยกับสังคมไทย, 2516/1973]

          อาจารย์มหาวิทยาลัยฝูงหนึ่งปัจจุบันนี้ ตีความหมาย“เรียน”อย่างคับแคบและอย่างมิจฉาทิฐิ ว่าคนคิดต่างเป็นคนคิดเลว

          อาจารย์ฝูงนี้จึงปิดกั้นนักศึกษาที่เอาใจใส่ความเคลื่อนไหวทางสังคม และสนใจปัญหาบ้านเมือง

 

เสรีภาพทางวิชาการในไทย

          นักวิชาการ นักคิด นักเขียนนานาชาติ 238 คน ส่งจดหมายเปิดผนึกเผยแพร่เมื่อวันที่ 4 มี.ค. เรียกร้องเสรีภาพทางวิชาการกลับคืนมาในประเทศไทย หลัง มธ. ไล่ออก ‘สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล’ ออกจากตำแหน่ง

          ในตอนท้ายของจดหมาย นักวิชาการกลุ่มนี้เรียกร้องให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และทุกมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ก้าวออกมาเป็นผู้นำในการสนับสนุนเสรีภาพทางวิชาการ และเสรีภาพในการแสดงออกอย่างกว้างขวาง

          พร้อมกับเสนอว่าการคิดแตกต่างกันไม่ใช่อาชญากรรม

          ถ้าหากไม่ได้คิดต่างกันในรั้วมหาวิทยาลัยอันเป็นพื้นที่การเรียนการสอนและการแสวงหาความจริงแล้ว พื้นที่สำหรับความคิดนอกรั้วมหาวิทยาลัยจะเริ่มหดหายไปเช่นกัน

          ทั้งนี้ โดยไม่ได้ยกเสรีภาพทางวิชาการว่ามีความสำคัญเหนือกว่าเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนทุกคน

          (สรุปจาก ข่าวสด ฉบับวันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2558 หน้า 1)

          อาจารย์มหาวิทยาลัยไทยอีกฝูงหนึ่งซึ่งมีไม่น้อยไม่สนับสนุนเสรีภาพทางวิชาการ และไม่สนับสนุนเสรีภาพในการแสดงออกอย่างกว้างขวาง

          โดยใส่ร้ายว่าผู้คิดแตกต่างจากตนเป็นคนคิดเลว และถือเป็นอาชญากรรม สมควรถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัยไม่ว่าอาจารย์หรือนักศึกษา ถ้าเป็นประชาชนก็ต้องถูกจับติดตะรางขังคุก

          ส่งผลให้อาจารย์และนักศึกษาที่เคยร่วมกันเป่านกหวีด ต้องถูกควบคุมให้เป่าสาก ไม่ว่าในสังคมข้างนอกมหาวิทยาลัยจะเป็นจะตายอย่างไรก็ไม่รู้สึกรู้สา ไม่อินังขังขอบ