มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2558

 

วัฒนธรรมร่วมอาเซียน (8)

ขวัญ

 

          ทุกชาติพันธุ์ในอุษาคเนย์ มีความเชื่อเรื่องขวัญ ถือเป็นวัฒนธรรมร่วมอาเซียน

 

ขวัญ

          ขวัญ คือส่วนที่ไม่เป็นตัวตนของคนและสัตว์ ซึ่งมีในความเชื่อตรงกันของคนทุกชาติพันธุ์ในอุษาคเนย์

          (คำว่า ขวัญ ในตระกูลไทย-ลาว ที่ใช้สืบเนื่องมานานมาก น่าจะเป็นคำร่วมสุวรรณภูมิที่มีมาแต่ดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ มีใช้ในหลายตระกูลภาษา แต่นานเข้าก็ออกเสียงแล้วสะกดต่างไปมากบ้างน้อยบ้าง)

          ขวัญมีหน่วยเดียว แต่ฝังกระจายอยู่ทั่วทุกแห่ง หรือทุกส่วนของร่างกายตั้งแต่เกิดมามากกว่า 30 แห่ง เช่น ขวัญหัว, ขวัญตา, ขวัญมือ, ขวัญแขน, ขวัญขา ฯลฯ และมีความสำคัญมากเท่าๆ กับส่วนที่เป็นตัวตนหรือร่างกาย

          ทั้งยังมีความเชื่อร่วมกันอีกว่า ถ้าขวัญอยู่คู่กับร่างกาย เจ้าของขวัญจะมีความสุขสบาย แต่ถ้าขวัญออกจากร่างกายไป เจ้าของขวัญจะไม่เป็นปกติ อาจเจ็บไข้ได้ป่วยจนถึงตาย

          เมื่อใดก็ตามที่เจ้าของขวัญเจ็บป่วยมาก แสดงว่าขวัญไม่ได้อยู่กับตัว ดังนั้นผู้ใหญ่ในครอบครัวต้องทำพิธีเรียกขวัญให้กลับเข้าสู่ตัว เพื่อให้เจ้าของขวัญอยู่ดีมีสุข

          [ขวัญต่างจากวิญญาณซึ่งมีดวงเดียว เมื่อวิญญาณดับ คนก็ตาย แต่ขวัญไม่ตาย]

          สัตว์และสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและการทำมาหากินของคนล้วนมีขวัญทั้งนั้น เช่น ขวัญวัว, ขวัญควาย, ขวัญเรือน, ขวัญข้าว, ขวัญเกวียน, ขวัญยุ้ง ฯลฯ

 

รูปขวัญบนหม้อบ้านเชียง

          ขวัญมีรูปร่างเป็นเส้นวงๆ วนเวียนซ้อนกันหลายชั้นตามต้องการ ดังลายเขียนสีบนหม้อบ้านเชียงเป็นลายวงๆ วนเวียนซ้อนกันหลายชั้น (คล้ายลายก้นหอย) เสมือนมีขวัญของคนตายอยู่ในหม้อใบนั้น

          โดยช่างเขียนเคยเห็นลักษณะที่เชื่อว่านั่นคือขวัญ จากบริเวณโคนเส้นผมบนกลางกระหม่อมของทุกคน แล้วยังเห็นตามโคนเส้นขนที่เป็นขวัญบนตัวสัตว์ เช่น วัว, ควาย

          ภาชนะเขียนสี ที่บ้านเชียง (อ. หนองหาน จ. อุดรธานี) อายุราว 2,500 ปีมาแล้ว มีลวดลายต่างๆ กัน แต่ที่พบมากจนเป็นลักษณะเฉพาะ แล้วเป็นที่รู้จักทั่วไปเรียกลายก้นหอย (แบบลายนิ้วมือ)

          นั่นคือ ลายขวัญ ที่คนยุคนั้นทำขึ้นเพื่อทำขวัญ เลี้ยงขวัญ เรียกขวัญ สู่ขวัญ คนตาย

          มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าลายสลักรูปแฉกดาวบนหน้ากลองทองมโหระทึก คือรูปขวัญที่คนยุคนั้นเข้าใจและสร้างภาพขึ้น

ลายขวัญในวัฒนธรรมบ้านเชียง จ.อุดรธานี (ลายเส้นคัดลอกลายเขียนสีบนเครื่องปั้นดินเผา ได้จากหนังสือวัฒนธรรมบ้านเชียงในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เรียบเรียงโดย ชิน อยู่ดี กรมศิลปากรจัดพิมพ์ในงานเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2515)

ลายขวัญในวัฒนธรรมบ้านเชียง จ.อุดรธานี
(ลายเส้นคัดลอกลายเขียนสีบนเครื่องปั้นดินเผา ได้จากหนังสือวัฒนธรรมบ้านเชียงในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เรียบเรียงโดย ชิน อยู่ดี กรมศิลปากรจัดพิมพ์ในงานเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2515)

(ซ้าย) วงกลมมีแฉกอยู่ตรงกลาง เหมือนหน้ากลองทองมโหระทึก ทำคล้ายลายก้นหอยของรูปขวัญบนกลางกระหม่อมของคน อยู่บนภาชนะเขียนสีที่บ้านเชียง ราว 3,000 ปีมาแล้ว (ขวา) ปุ่มนูน มีวงกลมล้อมรอบ เหมือนหน้าฆ้อง แต่ทำวงหลายวงซ้อนกันเหมือนลายขวัญ สลักบนกระดึงสัมฤทธิ์ ราว 3,000 ปีมาแล้ว พบที่บ้านเชียง จ. อุดรธานี

(ซ้าย) วงกลมมีแฉกอยู่ตรงกลาง เหมือนหน้ากลองทองมโหระทึก ทำคล้ายลายก้นหอยของรูปขวัญบนกลางกระหม่อมของคน อยู่บนภาชนะเขียนสีที่บ้านเชียง ราว 3,000 ปีมาแล้ว (ขวา) ปุ่มนูน มีวงกลมล้อมรอบ เหมือนหน้าฆ้อง แต่ทำวงหลายวงซ้อนกันเหมือนลายขวัญ สลักบนกระดึงสัมฤทธิ์ ราว 3,000 ปีมาแล้ว พบที่บ้านเชียง จ. อุดรธานี

ทำขวัญ

          พิธีกรรมเกี่ยวกับขวัญ เรียกว่าทำขวัญ (หรือสู่ขวัญ เรียกขวัญ เลี้ยงขวัญ) ในทุกช่วงสำคัญของชีวิตทั้งเหตุดีและไม่ดี ตั้งแต่เกิดจนตาย

          เพื่อให้ผู้รับทำขวัญพ้นจากความวิตกกังวลหวาดกลัวหรือตกใจ ต่อการเปลี่ยนแปลงสู่สภาพแวดล้อมใหม่ ซึ่งเท่ากับสร้างความมั่นใจและความมั่นคงแก่ผู้รับขวัญ

          ทำขวัญ, สู่ขวัญ, เรียกขวัญ, เลี้ยงขวัญ เป็นพิธีกรรมที่แสดงความผูกพันและความสัมพันธ์ในระบบเครือญาติระหว่างบุคคลกับครอบครัว และบุคคลกับชุมชนในสังคมเกษตรกรรม ฉะนั้นพิธีจึงเริ่มจัดให้มีขึ้นอย่างง่ายๆ โดยพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดเท่านั้น

          เมื่อรับศาสนาจากอินเดียแล้วพิธีทำขวัญอย่างง่ายๆ ในท้องถิ่นก็ถูกปรับเปลี่ยนให้ซับซ้อนขึ้นโดยรับคติพราหมณ์กับพุทธเข้ามาประสมประสาน

          ดังจะเห็นว่าพิธีทำขวัญสมัยต่อมาจนถึงทุกวันนี้มักจะมีบายสีและแว่นเวียนเทียนเป็นเครื่องประกอบ และมีหมอขวัญเป็นผู้ชำนาญขับคำร้องขวัญ คือกล่าวเชิญทั้งผีฟ้าพญาแถนและทวยเทพยดามาปลอบขวัญ

          (ทำขวัญปัจจุบัน คนอีสานถูกทำให้เชื่อว่าเป็นพิธีพราหมณ์ ไม่มีเป่าแคนคลอคำ   สู่ขวัญ แต่ลำผีฟ้ารักษาโรค เมื่อถึงช่วงสุดท้ายต้องมีพาขวัญ สู่ขวัญ เรียกขวัญ และต้องมีเป่าแคนคลอหมอร้องขวัญ)

          บายสี เป็นคำเขมร หมายถึงข้าวขวัญ ที่จัดวางในกระทงใบตอง ต่อมารวมกระทงใส่เครื่องสังเวย

          จัดบายสีเป็นพิธีพราหมณ์ที่รับมาประสมกับพิธีพุทธใช้เคลือบพิธีผี เช่น พิธีทำขวัญนาค (ที่ไม่มีในพุทธบัญญัติ)

 

เพลงนางนาค                                   

          นางนาค เป็นชื่อทำนองเพลงประโคม (ไม่มีร้อง) ขนาดสั้นๆ เรียกกันทั่วไปว่า เพลงนางนาค ใช้ประโคมในพิธีเวียนเทียนทำขวัญ เช่น ทำขวัญแต่งงาน, ทำขวัญนาค ในฤดูบวชนาค (พิธีกรรมในศาสนาผี เคลือบด้วยพุทธ)

          สมัยแรกๆประโคมเพลงนางนาคซ้ำไปซ้ำมาเพลงเดียว จนกว่าจะเสร็จพิธีที่มีคนร่วมพิธีไม่มาก

          ครั้นสังคมขยายตัว มีผู้ร่วมพิธีมากขึ้น จำเป็นต้องประโคมเพลงนานมาก จะทำซ้ำไปซ้ำมาเพลงเดียวก็เบื่อ เลยเพิ่มเพลงอื่นลีลาเดียวกันให้ต่อเนื่อง เรียก “เพลงเรื่องทำขวัญ” แต่ข้อกำหนดสำคัญมีอย่างเดียวคือต้องเริ่มเพลงแรกด้วยนางนาค

          ๏ เจ้าเอยเทียนทอง                     ปิดเข้าที่หน้าแท่นทอง

          ทำขวัญเจ้าทั้งสอง                        ให้เจ้าอยู่ดีกินดี

          ให้อยู่จนเฒ่าชรา                         ให้เจ้าเป็นมหาเศรษฐี

          อายุยืนได้ร้อยปี                          เลี้ยงพระบิดามารดา

          [ร้องสรรเสริญพระจันทร์ มีคำร้องว่า “เจ้าเอยเทียนทอง” เทียนทองตรงนี้เป็นสัญลักษณ์อวัยวะเพศชาย มีร่องรอยบอกในนิทานของกัมพูชาว่าทำขึ้นในพิธีแต่งงาน]