มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 30 มกราคม 2558

 

วัฒนธรรมร่วมอาเซียน (5)

แม่หญิงผู้เป็นใหญ่

 

           ผู้หญิงสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ยุคดึกดำบรรพ์ราว 3,000 ปีมาแล้ว มีสถานะและบทบาททางสังคมสูงกว่าผู้ชาย เช่น

           เป็นใหญ่ในพิธีกรรม, เป็นหมอผีหัวหน้าเผ่าพันธุ์, และเป็นเจ้าของเครื่องมืองานช่างทุกอย่าง รวมทั้งช่างฟ้อน (รำ), ช่างขับ (ร้อง), ช่างปี่ (แคน), ฯลฯ ผู้ชายไม่มีสิทธิ์ทำสิ่งสำคัญอย่างนี้

           สิ่งที่แสดงสถานะและบทบาททางสังคมสูงกว่าผู้ชาย คือลูกปัดเปลือกหอยจำนวนมาก และเครื่องประดับสัญลักษณ์ผู้เป็นใหญ่ที่ฝังรวมกับโครงกระดูก เช่น

           เจ้าแม่โคกพนมดี ชื่อโครงกระดูกผู้หญิงที่เป็นหมอผีหัวหน้าเผ่าพันธุ์ของชุมชน   ดึกดำบรรพ์ ราว 3,000 ปีมาแล้ว บริเวณบ้านโคกพนมดี อ. พนัสนิคม จ. ชลบุรี

chief1

 

แม่ ผู้เป็นใหญ่

          เหตุที่แม่หญิงเป็นใหญ่ เพราะโครงสร้างทางสังคมดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ จัดระเบียบครอบครัวโดยให้ความสำคัญกับความเป็นแม่ หรือเน้นแม่เป็นศูนย์กลางของเครือญาติ

          แม่เป็นผู้ได้รับมรดกตกทอดจากครอบครัวให้ควบคุมทรัพยากรทางเศรษฐกิจ เช่น บ้านเรือน, ที่ดิน, เรือกสวนไร่นา, ฯลฯ จึงมีอำนาจเหนือพ่อและเครือญาติอื่นๆ

          ลูกอยู่ใกล้ชิดแม่ เพราะแม่ควบคุมทรัพยากรเศรษฐกิจอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน          แต่พ่อออกไปทำมาหากินนอกบ้าน จึงไม่ใกล้ชิดลูก ส่งผลให้แม่มีผู้แวดล้อมเป็นกำลังแรงงาน แต่พ่อมีน้อยกว่าแม่ หรือไม่มี

          สังคมดั้งเดิมจึงเน้นความสัมพันธ์ระหว่างพี่กับน้อง มากกว่าผัวกับเมีย การสืบตระกูลจึงเน้นทางฝ่ายแม่ เช่น พี่น้องท้องเดียวกัน หมายถึงมีแม่คนเดียวกัน (แต่อาจคนละพ่อก็ได้)

          แม่ หมายถึง ผู้เป็นใหญ่, หัวหน้า (เมีย ก็น่าจะเลื่อนเสียงจากคำว่า แม่)

          เป็นคำร่วมมีในเกือบทุกภาษาของคนเผ่าพันธุ์ต่างๆ ในอุษาคเนย์ แล้วมีความหมายอย่างเดียวกัน หรือใกล้เคียงกัน

          เมื่อจะเรียกสิ่งที่เป็นใหญ่ เป็นหัวหน้า เป็นสำคัญ จึงมีคำว่าแม่นำหน้า เช่น แม่น้ำ, แม่ทัพ, แม่เหล็ก, ฯลฯ

          นาง แปลว่าหัวหน้า, ผู้เป็นใหญ่ ใช้กับเพศหญิง (มีความหมายอย่างเดียวกับนายที่ใช้กับเพศชาย)

 

หญิงเป็นนาย ชายเป็นบ่าว

          เจ้าสาว หมายถึงหญิงที่เข้าพิธีแต่งงาน

          เจ้าบ่าว หมายถึงชาย (ซึ่งเป็นหนุ่ม) ที่เข้าพิธีแต่งงาน แต่ไม่เรียกเจ้าหนุ่ม ต้องเรียกเจ้าบ่าว เพราะต้องทำงานรับใช้เป็นขี้ข้าในบ้านสาว

          ในพิธีส่งเข้าหอ เจ้าบ่าวต้องเดินเกาะหลังเจ้าสาวที่เดินนำหน้า แล้วต้องเป็นเขยอยู่บ้านเจ้าสาว เพราะเจ้าสาวเป็นผู้รับมรดกบ้านกับที่ดิน และสืบสายตระกูล เจ้าบ่าวต้องรับใช้ในบ้านเจ้าสาวตลอดไป

          คำคล้องจองเก่าแก่ว่า “หญิงเป็นนาย ชายเป็นบ่าว” มีมาครั้งไหน? ไม่มีใครบอกได้

          แต่แสดงให้เห็นว่าสังคมดั้งเดิมของคนดึกดำบรรพ์สุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ หญิงมีอำนาจสูงกว่าชาย (ชายมีอำนาจบ้างเหมือนกัน แต่มีต่ำกว่าหญิง) แล้วเป็นรากเหง้าให้เรียกหญิงชายในพิธีแต่งงานว่า เจ้าสาว-เจ้าบ่าว

          ชาวขมุ ถือว่าบ้านไหนมีลูกสาว บ้านนั้นมั่งคั่งร่ำรวย เพราะต่อไปจะมีบ่าว คือชายมารับใช้ทำงานทำไร่ไถนาเพื่อเป็นเขย (อย่างนี้ทางปักษ์ใต้เรียก เขยอาสา ทางอีสานเรียก เขยสู่)

          เมื่อชายเป็นบ่าวรับใช้บ้านหญิง เพื่อหวังจะแต่งงานเป็นผัวเมียต่อไปข้างหน้าต้องยอมเป็นบ่าวไปจนกว่าเครือญาติฝ่ายหญิงจะยอมรับ ซึ่งต้องใช้เวลานานเป็นปีๆ หรือหลายปีก็ได้ เช่น 5 ปี 10 ปีก็มี

          ระหว่างนี้สังคมยุคนั้นยอมให้ “อยู่ก่อนแต่ง” ได้ แล้วมีลูกก็ได้

chief2

 

หัวหน้าเผ่าเป็นหญิง

          ชุมชนดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ มีผู้หญิงเป็นหัวหน้าพิธีกรรม ทำหน้าที่ปกครองดูแลควบคุม (ต่อมาอีกนานได้ชื่อเรียกว่าเจ้าเมือง) นับเป็นหน่วยทางการเมืองยุคแรกเริ่มที่ผู้คนรวมตัวกันขึ้นมา

          สิทธิพิเศษของหัวหน้าชุมชนอย่างนี้ คือมีที่ฝังศพของตระกูลอยู่บริเวณสำคัญ เช่น เนินดินศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนที่บางแห่งอยู่กลางหมู่บ้าน ฯลฯ

          สิ่งของที่พบจำนวนมากพร้อมโครงกระดูกบริเวณที่ฝังศพของโคตรตระกูลหัวหน้าชุมชนจึงมีบางอย่างเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ เช่น มโหระทึก, แผ่นหินกลมๆ รูปหยักๆ คล้ายจักร ฯลฯ

 

หมอผีเป็นหญิง

          ผีบรรพชนจะเข้าสิงในร่างทรงของผู้หญิงเท่านั้น เรียกหมอผี

          ผู้หญิงที่มีผีบรรพชนสิง ต้องทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาทั้งปวงของเผ่าพันธุ์ตนให้คนอื่นๆ รู้

          มีตัวอย่างพิธีเลี้ยงผีของชุมชนหมู่บ้านทั่วไปในภูมิภาคอุษาคเนย์ เช่น ผีฟ้าของลาว ผีมดของเขมร ผีเม็งของมอญ ล้วนมีผู้หญิงเป็นร่างทรง ผีเหล่านี้ไม่เข้าร่างทรงที่เป็นผู้ชาย

          ความรู้ความสามารถพิเศษต่างๆ เป็นของผู้หญิง เช่น ตีหม้อ ทอผ้า ฯลฯ ดังกรณีภาชนะลายเขียนสีในวัฒนธรรมบ้านเชียง ราว 3,000 ปีมาแล้ว ล้วนเป็นฝีมือผู้หญิง แม้ทุกวันนี้หมู่บ้านในภาคอีสานยังมีประเพณีทำภาชนะด้วยวิธีตีหม้อ ก็ล้วนฝีมือผู้หญิงทั้งนั้น

          คนที่มีความรู้พิเศษมักเรียกกันว่าหมอ และ/หรือ ช่าง เช่น หมอผี หมอพร หมอขวัญ หมอลำ หมอแคน หมอตำแย หมอดู หรือช่างขับ ช่างฟ้อน ฯลฯ จนถึงช่างสิปป์หมู่ (แต่ปัจจุบันริบให้ผู้ชายทำหน้าที่แล้ว หลังจากรับศาสนาจากชมพูทวีป)