มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2558

 

วัฒนธรรมร่วม (3)

บ้านพี่เมืองน้อง, หลากหลาย แต่คล้ายคลึงกัน

 

          วัฒนธรรมร่วมของอุษาคเนย์หรืออาเซียนโบราณ มีระบบความสัมพันธ์ทางการเมืองแบบบ้านพี่เมืองน้อง และมีผู้คนชนเผ่าหลากหลาย แต่คล้ายคลึงกัน

 

บ้านพี่เมืองน้อง

          อุษาคเนย์ อาเซียนโบราณ มีระบบความสัมพันธ์แบบบ้านพี่เมืองน้อง (หรือเครือญาติอุปถัมภ์)

          หมายถึง รัฐหนึ่งเมื่อชนะสงคราม ก็เลือกสรรกวาดต้อนผู้คนและสิ่งของมีค่าอื่นๆ จากรัฐแพ้สงครามกลับไปรัฐของตน โดยเหลือไว้บ้างให้รัฐแพ้สงครามปกครองดูแลกันเองต่อไป (ไม่ส่งคนไว้ใจเป็นเจ้านายปกครองดูแลเมืองขึ้นเหมือนประวัติศาสตร์แบบอาณานิคม) แล้วอยู่ในอำนาจอุปถัมภ์ตามเงื่อนไขของรัฐชนะสงคราม นับเป็นบ้านพี่เมืองน้อง

          (คำว่า พี่น้อง หมายถึง เครือญาติ อย่างไม่เจาะจงจะให้คนหนึ่งเป็นพี่ อีกคนหนึ่งเป็นน้อง ดังนั้น บ้านพี่เมืองน้องจึงมีความหมายกว้างๆ ว่าบ้านเมืองเครือญาติอย่างไม่เจาะจงว่าบ้านเมืองไหนเป็นพี่หรือเป็นน้อง เว้นเสียแต่จะเป็นที่ยอมรับยกย่องนับถือกันเอง ดังมีภาษาปากในสมัยหลังเรียกผู้เป็นใหญ่ว่าลูกพี่ แล้วเรียกบริวารว่าลูกน้อง)

          บางทีเรียกความสัมพันธ์อย่างนี้ว่าเจ้าพ่อกับลูกน้อง โดยผู้ชนะเป็นเจ้าพ่อ ต้องอุปถัมภ์คุ้มครองผู้แพ้ซึ่งเป็นลูกน้อง [มีอธิบายอย่างละเอียดอีก อยู่ในหนังสือ ประวัติศาสตร์อินโดนีเซีย ของ ทวีศักดิ์ เผือกสม สำนักพิมพ์เมืองโบราณ พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. 2555 หน้า 17-26]

          แนวคิดประวัติศาสตร์อย่างนี้มาจากลักษณะสังคมที่มีผู้คนน้อย แต่พื้นที่มาก จึงต้องการผู้คนเพิ่มเติม โดยการทำสงครามกวาดต้อนเชลยจากรัฐอื่น

 

รูปแบบรัฐ

          บ้านพี่เมืองน้องแบบอุษาคเนย์ ลักษณะแต่ละรัฐไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์ตายตัว (ต่างจากประวัติศาสตร์เมืองขึ้นแบบอาณานิคม) ดังนี้

          (1.) พลเมืองเป็นชนหลากหลายชาติพันธุ์ซึ่งเกิดจากการกวาดต้อน และอื่นๆ (2.) ภาษามีหลากหลาย อักษรมีเฉพาะคนชั้นสูง (3.) ไม่มีเส้นกั้นอาณาเขต เพราะขอบเขตของรัฐไม่แน่นอน ไม่ตายตัว ขึ้นอยู่กับอาณาบารมีของผู้นำแต่ละคนและเป็นครั้งคราว

          มีตัวอย่างประวัติศาสตร์ไทยแบบบ้านพี่เมืองน้อง ดังนี้

          สุโขทัยเป็นรัฐขนาดเล็ก (ไม่ใช่ระดับอาณาจักร) เติบโตขึ้นจากบ้านเล็กเมืองน้อยบนเส้นทางคมนาคมการค้าข้ามภูมิภาค ด้วยแรงสนับสนุนของรัฐใหญ่ใกล้ทะเลอ่าวไทย เช่น รัฐกัมพูชา, รัฐอโยธยา-ละโว้ มีลักษณะดังนี้

          (1.) พลเมืองเป็นชนหลากหลายชาติพันธุ์อยู่ปะปนกัน (2.) ภาษามีหลากหลาย และอักษรมีเฉพาะคนชั้นสูง โดยไม่มีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นเพียงคนเดียว แต่เป็นวิวัฒนาการจากอักษรต่างๆ ที่มีมาก่อน (3.) ไม่มีเส้นกั้นอาณาเขต เพราะขอบเขตรัฐไม่แน่นอน ไม่ตายตัว และเป็นรัฐขนาดเล็กมีดินแดนใต้สุดอยู่เมืองพระบาง (นครสวรรค์) เพราะต่ำกว่านั้นเป็นดินแดนของรัฐสุพรรณภูมิ (สุพรรณบุรี) กับรัฐอโยธยา-ละโว้ (อยุธยา-ลพบุรี)

          แบบอาณานิคม เพื่อความกระจ่างชัดขึ้น จะยกเปรียบเทียบแบบอาณานิคม เป็นประวัติศาสตร์เมืองขึ้น (อย่างเดียวกับประวัติศาสตร์ยุโรป)

          หมายถึง รัฐหนึ่งเมื่อชนะสงคราม ก็ต้องส่งคนที่ไว้ใจไปเป็นเจ้านายปกครองดินแดนและผู้คนอีกรัฐหนึ่งที่แพ้สงคราม แล้วต้องตกเป็นเมืองขึ้น

          แนวคิดอย่างนี้มีผู้รู้อธิบายว่ามาจากลักษณะสังคมที่มีผู้คนมาก แต่พื้นที่น้อย จึงต้องการขยายพื้นที่โดยทำสงครามยึดดินแดนรัฐอื่นๆ

          รูปแบบรัฐ ความสัมพันธ์ทางการเมืองแบบอาณานิคม กำหนดลักษณะแต่ละรัฐอย่างกว้างๆ พอสังเขปไว้ดังนี้

          (1.) พลเมือง มีชนเชื้อชาติเดียวกัน (2.) ภาษาและอักษร มีอย่างเดียวกัน (3.) เส้นกั้นอาณาเขต มีกำหนดขอบเขตตายตัว (4.) ฯลฯ

          ประวัติศาสตร์ไทยแบบอาณานิคม แม้ไทยจะอวดอ้างว่าไม่เคยเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก เหมือนประเทศเพื่อนบ้าน

          แต่ไทยก็เป็นอาณานิคม “อย่างไม่เป็นทางการ” ในทางสังคมวัฒนธรรม แล้วรับวิธีคิดประวัติศาสตร์เมืองขึ้นแบบอาณานิคมมาสร้างประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย

          ดังมีตัวอย่างสำคัญอยู่ในประวัติศาสตร์สุโขทัย โดยสรุปว่าเดิมเป็นเมืองขึ้นของขอมกัมพูชา มีขุนนางขอมปกครอง ต่อมาผู้นำไทยปลดแอก แล้วประกาศตนเป็นเอกราช ไม่ขึ้นแก่ขอมกัมพูชา โดยมีลักษณะดังนี้

          (1.) พลเมืองเป็นชนเชื้อชาติไทยทั้งหมด (2.) ภาษาไทยเดียวกันทั้งหมด และมีผู้ประดิษฐ์อักษรไทย (3.) เส้นกั้นอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลระดับอาณาจักร โดยยึดรูปร่างประเทศไทยปัจจุบันเป็นสำคัญ แล้วขยายพื้นที่ออกไปโดยรอบ และเฉพาะทางใต้มีอำนาจเหนือตลอดคาบสมุทรมลายู

          ประวัติศาสตร์สุโขทัยที่ยกตัวอย่างมา ล้วนแต่งใหม่ราว 100 ปีมานี้เอง โดยขัดแย้งกับหลักฐาน แต่คนชั้นนำต้องการอย่างนี้

 พนอง คนพื้นเมืองดั้งเดิมบริเวณพรมแดนลาว-เวียดนาม

พนอง คนพื้นเมืองดั้งเดิมบริเวณพรมแดนลาว-เวียดนาม

ข่า คนพื้นเมืองที่เมืองอัตตะปือ ลาว

ข่า คนพื้นเมืองที่เมืองอัตตะปือ ลาว

ผู้หญิงเผ่าละเวนในลาว สะพายตะกร้าไว้ข้างหลัง มีเครื่องประดับที่หู คอ แขน ฯลฯ เหมือน “เครื่องราง” ตามจารีตประเพณีดึกดำบรรพ์ของคนอุษาคเนย์ [ภาพนี้ชาวยุโรปถ่ายไว้เมื่อปี พ.ศ. 2453 (ค.ศ. 1910)]

ผู้หญิงเผ่าละเวนในลาว สะพายตะกร้าไว้ข้างหลัง มีเครื่องประดับที่หู คอ แขน ฯลฯ เหมือน “เครื่องราง” ตามจารีตประเพณีดึกดำบรรพ์ของคนอุษาคเนย์ [ภาพนี้ชาวยุโรปถ่ายไว้เมื่อปี พ.ศ. 2453 (ค.ศ. 1910)]

ม้อย คนพื้นเมืองดั้งเดิมบริเวณพรมแดนลาว-เวียดนาม

ม้อย คนพื้นเมืองดั้งเดิมบริเวณพรมแดนลาว-เวียดนาม

หลากหลาย แต่คล้ายคลึงกัน

          รัฐยุคแรกๆ ประกอบด้วยคนหลายเผ่าพันธุ์ โดยไม่มีเผ่าพันธุ์ใดเป็นคนส่วนใหญ่

          ประวัติศาสตร์ไทย เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์สุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ แยกออกโดดๆ มิได้

          คนไทยเป็นคนจำพวกหนึ่งในกลุ่มคนอุษาคเนย์ ดังนั้นบรรพชนคนอุษาคเนย์ นับเป็นบรรพชนคนไทยด้วย

          ถ้าเอาคนอุษาคเนย์ในแต่ละชาติประเทศทุกวันนี้ มายืนปนกันโดยแก้ผ้าและห้ามพูด จะแยกไม่ออกบอกไม่ได้เลยว่าใครเป็นคนชาติไหน? ประเทศไหน? เพราะล้วนเป็นคนจำพวกเดียวกัน (ต่อไปนี้จะดัดแปลงข้อเขียนของจิตร ภูมิศักดิ์ จากหนังสือข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอม สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ. 2547 หน้า 173)

          ชนชาติ, ภาษา, อักษร เป็นเรื่องของพื้นฐานด้านสมาชิกของสังคมหรือรัฐ มิได้ชี้ขาดกำหนดขอบเขตของสังคม

          กล่าวคือมิได้กำหนดรัฐ เพราะรัฐเป็นโครงสร้างเบื้องบนที่กำหนดขึ้นโดยอำนาจทางเศรษฐกิจ

          ฉะนั้นชนชาติไทยทั้งหมด จึงมิได้เป็นเครื่องกำหนดรัฐไทยขึ้น มิใช่ว่าชาวไทย หรือชนที่พูดภาษาไทยทั้งหมด จะรวมกันเป็นรัฐเดียวคือรัฐไทย เช่น รัฐอยุธยา, รัฐสุโขทัย

          คนไทย หรือชนที่พูดภาษาไทยทั้งหมด อาจจะแบ่งออกเป็นหลายรัฐได้ในสมัยเดียวกัน ทั้งนี้ ตามอำนาจรวมศูนย์ทางเศรษฐกิจและการเมืองว่าจะมีกี่ศูนย์ มีผู้เผด็จอำนาจกี่พวก

          คนไทย หรือชนที่พูดภาษาไทยบางส่วน อาจจะมิได้อยู่ในรัฐที่ชาวไทยเป็นชนชั้นปกครอง หากอาจจะรวมอยู่ในรัฐที่ชนชาติอื่นเป็นชนชั้นปกครองก็ได้

          ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความเป็นจริงที่ว่าอาณาบริเวณนั้นตกอยู่ภายในอำนาจรวมศูนย์ทางเศรษฐกิจและการเมืองของใคร เช่น คนไทยในเกาะกงของกัมพูชา และบางส่วนของมาเลเซีย

          รัฐไทย หรือรัฐที่ชนชาติไทยเป็นชนชั้นปกครองในแต่ละยุคสมัย ก็ไม่จำเป็นจะต้องมีพลเมืองเป็นไทยทั้งหมด และความเป็นจริงก็ไม่เคยเป็นเช่นนั้น หากอาจประกอบด้วยคนไทยเพียงส่วนเดียว ส่วนที่เหลืออาจจะเป็นคนกลุ่มอื่นหลายเผ่าพันธุ์ มากบ้าง น้อยบ้าง เช่น

          ประเทศไทยปัจจุบันก็มีพวกกุย หรือกวย (คนกรุงเทพฯ เรียกอย่างดูถูกว่าส่วย) เป็นคนพื้นเมืองอยู่เป็นจำนวนมากในอีสานใต้ และมีพวกมลายูอยู่สี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ฯลฯ