มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม 2558

 

ลุ่มน้ำโขง วงศ์วานว่านเครือ

          สักแต่ว่าพูดไปยังงั้นแหละ ว่ากลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงเป็นแหล่งผลิตอาหารเลี้ยงประชากรโลก และมีวิถีชีวิตวัฒนธรรมประเพณีคล้ายคลึงกัน

          เพราะคนชั้นนำมีอำนาจของไทยทำลายคนอีสานกับแหล่งผลิตอาหารเลี้ยงประชากรอีสาน ตั้งแต่กรณีเขื่อนปากมูล, เขื่อนราษีไศล, ตลอดจนแหล่งน้ำธรรมชาติคือห้วยหนองคลองบึงบุ่งทามอีกมาก ยึดเอาที่สาธารณะเหล่านั้นเป็นของตน

          ก็คนชั้นนำมีอำนาจในไทยนี่แหละ เคยสร้างใหม่ตำราประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย ให้นักเรียนระดับประถม มัธยม ท่องจำว่าอีสานและลุ่มน้ำโขงไม่มีความเกี่ยวดองกับลุ่มน้ำเจ้าพระยา

          หมายความว่าคนอีสานไม่ไทย

          ส่งผลให้คนภาคกลาง โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ ดูถูกเหยียดหยามคนอีสานที่พูดลาว ถึงทุกวันนี้ก็ยังมี เช่น เมื่อคราวมีม็อบปิดกรุงเทพฯ

          ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย ขณะนี้ยังบอกไม่ได้ว่าคนไทยมาจากไหน?

          แล้วจะไม่มีวันบอกได้ ตราบใดที่กีดกันกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เช่น ชาติพันธุ์ลุ่มน้ำโขง โดยไม่ยอมรับความจริงว่าบรรพชนคนไทยสายแหรกสำคัญสายหนึ่ง เป็นตระกูลไทย-ลาวจากลุ่มน้ำโขง กับตระกูลมอญ-เขมรจากลุ่มน้ำโขงเดียวกันอีกนั่นแหละ

          ถึงบอกแต่แรกว่ามีปากก็สักแต่พูดไปยังงั้นเอง แต่ไม่ตรงกับใจหรอกที่กีดกันกลุ่มชนลุ่มน้ำโขง

lay cover Suphan 2557 145x210 A

บรรพชนจากลุ่มน้ำโขง มีหลักฐานและร่องรอยอย่างละเอียดอยู่ในหนังสือสุพรรณบุรี มาจากไหน? กรมศิลปากร พิมพ์แบ่งปันความรู้สู่ชุมชนเมื่อ พ.ศ. 2557

บรรพชนจากลุ่มน้ำโขง

          คนในวัฒนธรรมลาว บริเวณลุ่มน้ำโขง เคลื่อนย้ายครั้งใหญ่ลงลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตามเส้นทางคมนาคมการค้าภายใน ตั้งแต่ราวหลัง พ.ศ. 1700

          ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นผลจากสำเภาจีน ซึ่งเป็นบทบาทใหม่ทางการค้าทางทะเลของจีนเข้ามาเกี่ยวข้องกับบ้านเมืองในอ่าวไทย

          ต่อไปข้างหน้า คนในวัฒนธรรมลาวจากลุ่มน้ำโขง ผสมกลมกลืนกับคนพื้นเมืองดั้งเดิม แล้วขึ้นใหญ่มีอำนาจ จนสมมุติเรียกตัวเองว่าคนไทย

          ส่งผลให้สำเนียงพูดในชีวิตประจำวันของคนในวัฒนธรรมลาว ปรับเป็นสำเนียงไทยลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่ปัจจุบันเรียก เหน่อ (ในสำเนียงคนลุ่มน้ำโขง เรียก เหน้อ)

          ราวหลัง พ.ศ. 1900 ศิลปวัฒนธรรมแบบลุ่มน้ำโขง ทยอยเข้าสู่อยุธยา แล้วปะปนกับแบบมอญ-เขมรที่มีอยู่ก่อน

          นับแต่นี้ไป เป็นยุคใหม่ของศิลปวัฒนธรรมอยุธยา ที่ต่อไปข้างหน้าจะเรียกว่า ไทย

          ศิลปวัฒนธรรมอยุธยาทั้งของราชสำนักและของราษฎร มีร่องรอยจากลุ่มน้ำโขง เช่น

          สำเนียงหลวงของอยุธยาเหน่อแบบลุ่มน้ำโขง, แถน คือ ขุนแผน, ระเบง การละเล่นในราชสำนักอยุธยา มีรากเหง้าจากเซิ้งบั้งไฟ, โคลงไทย ได้จากโคลงลาว, ขับเสภา จากลุ่มน้ำโขง,

          พระรถ เมรี นิทานบรรพชนลาวแพร่หลายในอยุธยาทั้งระดับคนชั้นสูง และระดับไพร่บ้านพลเมือง