มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 27 มกราคม 2558

 

แต่งสีสันไปงานศพ

           ประแป้งแต่งตัวด้วยผ้าผ่อนท่อนสไบสีสันฉูดฉาด พร้อมไม่ขาดเครื่องประดับทองหยองทองย่อน แล้วมีมหรสพคบงันโขนละครลิเกสนุกสนานรื่นเริงต่อเนื่องหลายวันหลายคืน เป็นประเพณีทำศพของชุมชนดั้งเดิมดึกดำบรรพ์บนสุวรรณภูมิของอุษาคเนย์

           มีร่องรอยสืบเนื่องต่อมาไม่ขาดสาย เห็นได้จากเอกสารยุคอยุธยาและในวรรณกรรมยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เช่น อิเหนา จนถึงปัจจุบัน งานศพมักมีมหรสพตามฐานะเจ้าภาพ เช่น โขน, หนัง, ลิเก, ภาพยนตร์, ดนตรีต่างๆ ฯลฯ

           [ตรงข้ามกับประเพณีงานศพสมัยใหม่ที่ได้แบบจากตะวันตกตั้งแต่สมัย ร.5 ต้องแต่งชุดดำไว้ทุกข์ แล้วทำท่าเศร้าโศกเสียใจ]

           เหตุที่งานศพดั้งเดิมสนุกสนานไม่ทุกข์โศก เพราะความเชื่อเกี่ยวกับความตายยุคโน้นต่างจากปัจจุบัน ยุคโน้นมีขวัญ ไม่รู้จักวิญญาณเหมือนยุคนี้

           ยุคดึกดำบรรพ์เชื่อว่าคนที่นอนนิ่งต่อหน้าไม่เคลื่อนไหวนั้น เพราะขวัญไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แต่ตกใจด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งหนีออกจากตัวหายไปไหนก็ไม่รู้ ต้องร่วมกันทำพิธีเรียกขวัญ (หรือร้องขวัญ หรือสู่ขวัญ) ให้คืนสู่ร่างกาย คนที่นอนก็จะคืนเป็นปกติ

           โดยดีด สี ตี เป่า ประโคมฆ้องกลองโด่งดังมากที่สุด ให้ขวัญที่อยู่ไกลๆได้ยิน จะได้กลับถูกทาง แล้วคืนสู่ร่างที่นอนนิ่งนั้นเป็นปกติ

           [ขวัญมีจำนวนมากทั้งในคน, สัตว์, สิ่งของ ซึ่งเป็นความเชื่อพื้นเมืองอุษาคเนย์ ไม่เหมือนวิญญาณมีดวงเดียว เป็นความเชื่อทางศาสนารับจากอินเดียสมัยหลัง]

           แต่ขวัญก็ไม่คืน จนร่างกายเน่าเปื่อย เลยต้องเอาไปฝังพร้อมเครื่องใช้สอยต่างๆ เช่น

           หม้อลายเขียนสี (ที่บ้านเชียง) เป็นวงๆเหมือนก้นหอย นั่นแหละรูปร่างของขวัญ หวังว่าสักวันหนึ่งจะคืนสู่ร่างคน

           เมื่อรับศาสนาจากอินเดียคือ พราหมณ์, พุทธ มีพิธีเผาศพ มีวิญญาณ ก็ปรับให้เข้ากับศาสนาผีที่มีมาก่อน คือประโคมปี่พาทย์ฆ้องวงงานศพ แล้วมีการละเล่นที่พัฒนาขึ้นใหม่ เช่น โขนละครและหนังใหญ่

           บางทีมีการละเล่นชาวบ้านหลังพระสวดอภิธรรม เช่น สวดคฤหัสถ์ ถ้ามีฐานะสูงกว่าชาวบ้านทั่วไปก็มีโขนหน้าไฟก่อนเผา ล้วนเข้ากันได้กับคติพุทธที่ว่าความตายเป็นอนิจจัง

           ผมเคยถูกทักถามและทักท้วงเมื่อแต่งตัวไปงานศพด้วยเสื้อกางเกงสีสันปกติ ว่าไม่ถูกต้องตามประเพณีไว้ทุกข์ด้วยชุดขาวดำ เลยต้องอธิบายว่าเราคิดต่างกัน

           แต่งตัวไปงานศพ มีความเป็นมาเท่าที่พบหลักฐานกว้างๆ ดังนี้

           ชุดขาว นิยมมาแต่โบราณในหมู่แขกพราหมณ์และเจ๊กจีน

           ชุดดำ นิยมในกลุ่มตะวันตก แพร่หลายเข้าสู่สยามเมื่อ ร.5 แล้วถือเป็นทางการจนปัจจุบัน

           ชุดสีสัน เหมือนไปดูมหรสพ เป็นประเพณีพื้นเมืองดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ของชุมชนอุษาคเนย์อาเซียนโบราณ

           ผมแต่งตัวไปงานศพตามประเพณีของอุษาคเนย์ ขอให้พวกขาวดำทำความเข้าใจด้วย ว่า“เราเท่าเทียมกัน แต่คิดต่างกัน”