มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 23 มกราคม 2558

 

เพลงลูกทุ่ง, เพลงแดง, เพลงเหลือง

           “เพลงลูกทุ่ง เป็นแขนงหนึ่งของเพลงไทยสากลที่สนองกลุ่มคนฟังชนบท ตั้งแต่หลัง พ.ศ. 2500”

           ข้อความยกมานี้ ผมเคยเขียนบอกไว้อย่างแข็งทื่อมะลื่อในหนังสือดนตรีไทย มาจากไหน? (วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2553 หน้า 185)

           แต่เพิ่งพบคำอธิบายขยายความให้เข้าใจดนตรีเพิ่มอีกในหนังสืออ่าน-ย้อนยุค ฉบับล่าสุด ดังนี้

           “เพลงลูกทุ่ง เป็นแนวดนตรีลูกผสมที่ผสานจังหวะเต้นรำแบบตะวันตกและละตินจากคริสต์ทศวรรษ 1940 และ 1950 เข้ากับทำนองของไทย

           แต่เดิมเพลงลูกทุ่งมีสถานะทางวัฒนธรรมที่ต่ำต้อย”

read

           [จากบทความเรื่องเพลงแดงและเพลงเหลือง: การวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์ ว่าด้วยการใช้ดนตรีของ นปช. และพันธมิตรฯ โดย เจมส์ มิตเชลล์ (James Mitchell) คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พิมพ์ในอ่าน-ย้อนยุค (ธันวาคม 2557) หน้า 206]

           ยุคแรกสุด เพลงลูกทุ่งหมายถึงเพลงไทยสากล ที่มีเนื้อร้องและทำนองตามประเพณีชนบทภาคกลาง โดยเหยียดหมอลำ ทั้งๆลูกทุ่งก็ถูกเหยียดจากลูกกรุง

           ครั้นนานเข้า หมอลำปรับเข้าหาลูกทุ่ง เพราะลูกทุ่งดูทันสมัยกว่า หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่าลูกทุ่งโน้มเอียงไปหาหมอลำก็ได้ เพราะกลุ่มคนฟังหมอลำกว้างขวางกว่า

           ในที่สุดกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังข้อเขียนของ เจมส์ มิตเชลล์ (ในอ่าน-ย้อนยุค)ตอนหนึ่งว่า “ในสายตาคนไทยทั่วไป เพลงลูกทุ่งและหมอลำได้กลายเป็นตัวแทนของสิ่งเดียวกันไปแล้ว”

           เจมส์ มิตเชลล์ เขียนสรุปง่ายๆว่า เสื้อแดง ใช้เพลงลูกทุ่งของคนชั้นล่างเป็นหลัก เสื้อเหลือง ใช้เพลงของคนชั้นนำและตะวันตก ซึ่งเท่ากับกีดกันคนชั้นล่างออกไป

           อย่างนี้ทำให้ผมเข้าใจเพลงลูกทุ่งหมอลำกว้างมากขึ้น ขอบคุณ

 

เที่ยวเมืองญี่ปุ่น

           “เลิกนโยบายสอนให้พลเมืองเป็นเสมียนข้าราชการเสียที หันมาหนักในทางอาชีวศึกษา”

japan

           บุญช่วย ศรีสวัสดิ์ เสนอความคิดอย่างนี้ไว้มากกว่า 60 ปีมาแล้ว ในหนังสือเที่ยวเมืองญี่ปุ่น พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2494 (สำนักพิมพ์ศยาม พิมพ์ครั้งที่สาม พ.ศ. 2557 ราคา 550 บาท) แล้วเขียนบอกอีกว่า

           “การเรียนวิชาการค้าอย่างโรงเรียนพาณิชยการของเรา มีแต่เรียนทางทฤษฎี คือเรียนกันด้วยตัวหนังสือ ขาดการปฏิบัติ นักเรียนที่สำเร็จออกมาแล้วทำอะไรไม่ได้”

           บุญช่วย เกิดที่ อ. เชียงแสน จ. เชียงราย เมื่อ พ.ศ. 2460 เรียนจบชั้นมัธยมต้นที่ จ. ลำปาง แล้วเรียนจบโรงเรียนพาณิชยการวัดแก้วแจ่มฟ้าล่าง ที่กรุงเทพฯ จากนั้นไปเรียนต่อด้วยทุนส่วนตัวที่ญี่ปุ่น เมื่อเรียนจบก็กลับไปลงทุนประกอบกิจการเองอยู่เชียงราย

           อรรถจักร สัตยานุรักษ์ (อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) เขียนบทนำให้หนังสือเที่ยวเมืองญี่ปุ่นเล่มนี้ บอกว่าสังคมไทยเวลานั้นยังไม่เริ่มพัฒนาอุตสาหกรรม แต่เริ่มขยายตัวทางการผลิตเพื่อขาย หลังจากนั้นส่งผลให้มี “สำนึกของผู้ประกอบการ” รุ่นแรกๆ ของท้องถิ่นเชียงราย

           “นับเป็นพลังทางสังคมที่หล่อหลอมความรู้สำนึกคิดของคนอย่าง คุณบุญช่วย ศรีสวัสดิ์ ให้มีความกระตือรือร้น ในการแสวงหาและสร้างสรรค์ความรู้ที่แปลกใหม่ขึ้นมา” อรรถจักร บอกไว้