มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม 2558

 

วัฒนธรรมมีเศรษฐกิจการเมือง

          วัฒนธรรมไทยไม่เคยอยู่โดดๆ ลอยๆ โดยปลอดจากเศรษฐกิจการเมือง ไม่ว่าจะย้อนหลังกลับไปกี่ร้อยกี่พันปี

          [ต่างจากกลุ่มครูบาอาจารย์นักวิชาการทางประวัติศาสตร์โบราณคดี ครอบงำนักศึกษาและประชาชนให้เข้าใจวิปลาสคลาดเคลื่อนว่าวัฒนธรรมไทยไม่การเมือง]

          เพราะแท้จริงแล้ววัฒนธรรมไทยเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจการเมืองอย่างแยกไม่ได้

          [พุทธศาสนาจากอินเดีย-ลังกาที่แผ่เข้ามาสุวรรณภูมิและอุษาคเนย์ ก็ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจการเมืองค้าขายแลกเปลี่ยนกับจีนบนเส้นทางการค้าโลก รวมทั้งรามายณะที่เข้ามาเป็นรามเกียรติ์ก็เพื่อประโยชน์ทางการเมืองการปกครอง]

          สังคมไทยโดยรวมมักให้ความสำคัญที่รายละเอียดปลีกย่อยในภาคปฏิบัติศิลปวัฒนธรรมบันเทิง เพราะถูกครอบงำว่าไม่การเมือง เช่น ประเพณีพิธีกรรมร้องรำทำเพลง

          แล้วพากันมองข้ามโครงสร้างทางวัฒนธรรม อันเป็นเครื่องมือควบคุมวิถีชีวิตจิตใจว่าจะไปทางไหน? เกื้อกูลหรือกีดกันความเสมอภาค?

 

          โครงสร้างทางวัฒนธรรม

          คัมภีร์เกี่ยวกับชาติไทยและความเป็นไทย คือหนังสือ 10 ปัญญาชนสยาม งานวิจัยเยี่ยมยอด ของนักวิจัยยอดเยี่ยมชื่อ สายชล สัตยานุรักษ์ (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)

          [มีรายละเอียดให้อ่านอีกในคอลัมน์สุวรรณภูมิในอาเซียน หน้า 17]

          ทำให้รู้ว่าสังคมไทยและวัฒนธรรมไทย ประกอบด้วยคนหลายชนชั้นที่สัมพันธ์กันตามหลักศีลธรรมของพุทธศาสนา โดยคนแต่ละชนชั้นต่างก็รู้ที่สูงที่ต่ำและผู้ใหญ่ผู้น้อย

          อ. สายชลเห็นว่าลักษณะดังกล่าวของวัฒนธรรมไทย “เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่พึงได้รับการปฏิรูปพร้อมไปกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมือง”

          เพื่อค้นหาว่าอะไรควรเลือกสรรมาสืบทอด และอะไรควรร่วมกันแสวงหาความหมายใหม่ โดยเริ่มด้วยกระบวนการเสริมสร้างพลเมืองไทยคุณลักษณะใหม่ ดังนี้

  1. ตระหนักว่าสังคมและวัฒนธรรมไทยแบบเดิมไม่เหมาะกับโลกปัจจุบัน จำเป็นต้องสร้างวัฒนธรรมของความรู้แบบใหม่ที่ยอมรับว่าคนสามารถมองเห็นความจริงต่างกัน หรือมีความจริงจากหลายมุมมอง
  2. พลเมืองไทยมีสำนึกในสิทธิและหน้าที่ตามความหมายที่สร้างใหม่ไปพร้อมกัน
  3. สร้างสำนึกใหม่ทางวัฒนธรรม ที่มีจิตสาธารณะ และรักความเป็นธรรม รวมทั้งเห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน

          แต่เดิมสังคมไทยเน้นความเมตตาของคนชั้นสูงมีต่อสามัญชน หรือระหว่างผู้ใหญ่มีต่อผู้น้อย

          อ. สายชลบอกว่าควรเปลี่ยนเป็นความเมตตาระหว่างคนเสมอภาคกัน หรือเน้นความเมตตาที่มนุษย์พึงมีต่อกัน แล้วขยายกว้างออกไปรวมถึงความเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ ทั้งในชาติเดียวกันและในชาติอื่น

          คำว่าไทยที่ครอบคลุมความหลากหลายทางสังคมวัฒนธรรมดีที่สุด อ. สายชลเห็นว่าน่าจะไทยที่หมายถึงอิสระ ที่คนในชาติมีอิสระ เช่น

          มีอิสระจากวาทกรรมครอบงำ แล้วถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง, มีอิสระในการแสวงหาความจริง ความดี ความงาม, และมีอิสระจากความกลัว