มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 13 มกราคม 2558

 

นาฬิกาไม่เดินย้อนหลัง

          “สมัชชาค่านิยม เพื่อสังคมที่ยั่งยืน” เป็นชื่อโครงการของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาล

          ในเอกสารมีข้อความตามประเพณีที่ต้องตำหนิเด็กและเยาวชนของสังคมไม่ถอยหลังเข้าคลองว่า “หันไปชื่นชอบวัฒนธรรมสมัยใหม่ ที่รับรู้ซึมซับได้สะดวก รวดเร็ว และรับวัฒนธรรมไม่พึงประสงค์มากขึ้น โดยปราศจากการรู้เท่าทัน”

          ถ้าย้อนยุคเมื่อครั้งผู้บริหารระดับสูงของ วธ. ยังเป็นเด็กและเยาวชน ก็ถูกห่วงใยจากผู้ใหญ่สมัยนั้นทำนองเดียวกัน และด้วยข้อความไม่ต่างกันนัก แต่มักทำลืม

          เพราะทุกยุคสมัย เด็กและเยาวชนเดินหน้าเหมือนเข็มนาฬิกา

          แต่ผู้ใหญ่ที่สถาปนาแล้วของไทยทุกสมัยทุกยุค อยากให้แบตหมด นาฬิกาหยุดอยู่ในยุคของตน หรือมิฉะนั้นก็อยากหมุนเข็มนาฬิกากลับสู่ยุคของตน แต่ —–

clock 13-01-58 1

          ดังนั้น ค่านิยมถอยหลังเข้าคลองของผู้ใหญ่ ย่อมไปด้วยกันไม่ได้กับเด็กและเยาวชนที่มีอนาคตตามโลกที่ก้าวไปข้างหน้า

          เด็กและเยาวชนตั้งหน้าตั้งตาแต่งตัวโลดโผนแสดงเสรีภาพ เลียนแบบดาราที่ชื่นชอบต่อไป

          ค่านิยมหมอบคลานกราบไหว้จะไม่น่านิยม เพราะเด็กและเยาวชนเลื่อมใสมากขึ้นต่อความเสมอภาค ความเท่าเทียม

 

          กระจายอำนาจวัฒนธรรม

          ขอยกมาย้ำอีกว่าไทยต้องกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นบริหารจัดการเองเรื่องวัฒนธรรมด้วยงบประมาณจากรัฐ แล้วตรวจสอบได้

          (เว้นแต่การอนุรักษ์ที่ต้องใช้เทคโนโลยีระดับสูง จึงเชิญส่วนกลางเข้าร่วมบริหารจัดการ)

          ถ้าไม่ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจให้ท้องถิ่นบริหารจัดการวัฒนธรรมด้วยตนเอง วัฒนธรรมก็มีเฉพาะความดีความงามของคนชั้นนำในอดีตเท่านั้น ไม่ใช่วิถีชีวิตของสามัญชนคนปัจจุบันและอนาคต

          วัฒนธรรม เป็นเรื่องของคนกับคน และคนกับธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ที่คนต้องเลือกสรรสิ่งเหมาะสมด้วยตนเอง

          ไม่ใช่โดยรัฐราชการเลือกให้ และควบคุมตามอำเภอใจ

          แต่รัฐราชการไทยไม่ปล่อยวางให้คนจัดการเอง จึงรวบเอาวัฒนธรรมเข้าสู่ระบบราชการ โดยบริหารจัดการรวมศูนย์ที่ส่วนกลางสั่งการส่งลงไปสู่คนทั่วประเทศ ขณะเดียวกันก็แก้ตัวด้วยโวหารต่างๆนานาเหมือนศรีธนญชัย ว่าไม่รวมศูนย์ แต่ต้องรอสั่ง

          สื่อที่เรียกร้องหาอำนาจราชการ (เช่น วธ.) ไปจัดการวัฒนธรรมอนุรักษนิยมโดยไม่ให้สังคมเลือกสรรเอง ก็ไม่ต่างจากโหยหาทหารยึดอำนาจ สื่อพวกนั้นต้องทบทวนตัวเอง