มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 12 มกราคม 2558

 

ต้องอ่าน

          อ่าน เป็นหัวใจของคุณภาพการศึกษา ไม่ว่าในระบบ หรือนอกระบบ

          แต่ต้องอ่านอย่างมีคุณภาพ แล้วเอาไปใช้งานได้จริงในชีวิตสมัยใหม่ของโลกปัจจุบัน”

          นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนบอกในบทความ (เรื่องกรูคนไทย ไม่อ่านอะไรเกิน 4 บรรทัด ในมติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2557 หน้า 20)

          แล้วบอกต่อไปอีกว่า “อ่านออกเขียนได้คือเป้าหมายสำคัญที่สุดหากจะปฏิรูปการศึกษาไทย อะไรอื่นเป็นเรื่องรองทั้งนั้น เช่น หากจะแจกแท็บเล็ตก็ต้องมุ่งให้เด็กได้อ่านมากๆ อ่านอะไรก็ได้ที่เขาสนุก ไม่จำเป็นต้องเป็นวิชาความรู้ที่ครูหรือกระทรวงคิดว่าสำคัญเพียงอย่างเดียว”

อ่าน-ย้อนยุค ฉบับธันวาคม 2557 สำนักพิมพ์อ่าน โดย ไอดา อรุณวงศ์ บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา โทรสาร 0 2882 4788 เว็บไซต์ www.readjournal.org อี-เมล readjournal@gmail.com ราคา 280 บาท

อ่าน-ย้อนยุค ฉบับธันวาคม 2557 สำนักพิมพ์อ่าน โดย ไอดา อรุณวงศ์ บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา โทรสาร 0 2882 4788 เว็บไซต์ www.readjournal.org อี-เมล readjournal@gmail.com ราคา 280 บาท

          “จะทำให้การศึกษาไทยมีคุณภาพก็ต้องหากลวิธีที่แนบเนียนนานาชนิด (ซึ่งสามารถเรียนรู้ได้จากที่คนอื่นเขาทำมาแล้วทั้งนั้น) ในการทำให้เด็กสนุกในการอ่านโดยไม่ต้องใช้อำนาจบังคับ”

          ปัญหาที่มีผู้พบมากและบ่อยๆคือ ครูผู้สอนกับผู้บริหารโรงเรียน จนถึงครูบรรณารักษ์ จำนวนมากๆไม่อ่าน และไม่รักอ่าน จนไม่รู้สึกรู้สากับหนังสือที่เข้าห้องสมุดโรงเรียน

          จึงไม่เห็นความสำคัญของกลวิธี แล้วไม่ขวนขวายหาผู้รู้กลวิธีมาทำให้เด็กสนุกในการอ่านอย่างธรรมดาๆ

          แต่มักควบคุมบังคับให้เด็กอ่านอย่างฝืดๆ ฝืนๆ เฝือๆ เท่ากับมีประสิทธิภาพทำให้เด็กเบื่ออ่านหนังสือ

          ผู้ไม่ประสงค์ออกนามหลายรายเคยหาหนังสือออกใหม่นับร้อยๆเล่มบริจาคเข้าห้องสมุดโรงเรียนแห่งหนึ่ง ไปทางภาคตะวันออก

          แล้วแนะนำผู้บริหารโรงเรียนว่าควรมีกิจกรรมและกลวิธีกระตุ้นให้เด็กสนใจอ่านหนังสือที่มาถึงใหม่ๆทุกครั้ง ซึ่งผู้บริจาคยินดีจัดหาให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

          แต่ผู้บริหารโรงเรียนแสดงอาการไม่พอใจ โดยสำทับว่าครูจัดการเองได้ (คือควบคุมบังคับให้เด็กอ่านตามมีตามเกิดเหมือนเคยทำซ้ำซาก)

          “ไม่มีรัฐมนตรีศึกษาของรัฐบาลใดสนใจส่งเสริมการอ่าน (มากไปกว่าการจัดงานเพื่อขายหนังสือซึ่งทำกันเป็น ‘ประเพณี’ มานานแล้ว)” นิธิ ย้ำอีก ทำให้คนได้ยินแล้วรู้สึกช้ำๆ

          เพราะในที่สุดกิจกรรมขายหนังสือก็อยู่เหนือการอ่าน