มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม 2557

 

BLACK DEATH ทั้งโลก แต่ไทยไม่รับรู้

          นักประวัติศาสตร์โบราณคดีกลุ่มอนุรักษนิยม อาณานิคมย้อนยุค ล้วนมีอคติทางชาติพันธุ์เป็นสำคัญที่สุด แล้วมีอย่างอื่นครอบงำอยู่ด้วย

          ทำให้ไม่ยอมรับความเคลื่อนไหวของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆทั้งภูมิภาคสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ ระหว่าง พ.ศ. 1700-1900 เป็นส่วนสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย

          จึงมีสิ่งที่เรียกกันภายหลังว่ายุคมืดของประวัติศาสตร์ไทย ทั้งๆไม่มืด ดังกรณีโรคห่าในตำนานพงศาวดาร ว่าเป็นอหิวาตกโรค โดยไม่รับรู้กาฬโรคที่ระบาดทั้งโลก (รวมไทย) แล้วมีบอกเป็นนัยยะไว้ในตำนานพงศาวดาร

          กาฬโรค จากเมืองจีน โดยผ่านหมัดหนูที่มากับสำเภา ทำให้คนเกือบทั่วโลก ล้มตายมหาศาล ช่วงก่อน พ.ศ. 1893

          ตำนานไทยเรียกโรคห่า ยุโรปเรียก Black Death ส่งผลสะเทือนทุกหนทุกแห่ง

          [มีรายละเอียดอีกมาก ดูในเอกสารเรื่อง Black Death โรคห่า กาฬโรค ยุคพระเจ้าอู่ทอง จัดโดย กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับโครงการสนทนาวันศุกร์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ณ โรงละครแห่งชาติ (โรงเล็ก) กรุงเทพฯ 9 กรกฎาคม 2553]

          คนชั้นสูงในเมืองตายมากด้วยกาฬโรค ส่วนไพร่ฟ้าสามัญชนชาวนาชาวไร่อยู่นอกเมืองไม่ตาย แล้วขึ้นเป็นใหญ่สืบแทนคนชั้นสูงรุ่นเก่าที่ตายด้วยกาฬโรคระบาด โดยอ้างอิงเถรวาทเกี่ยวกับผู้มีบุญ

          ครั้นหลัง พ.ศ. 1900 กรุงศรีอยุธยาที่สืบทอดจิตวิญญาณรัฐรุ่นเก่าจะเปลี่ยนแปลงเป็นรัฐรุ่นใหม่

          เท่ากับฝังโลกเก่าไว้กับอดีต แล้วฟื้นโลกใหม่เพื่อปัจจุบันและอนาคต โดยร่วมกันสถาปนาราชอาณาจักรสยามแห่งแรกอย่างสมบูรณ์

          เห็นได้จากลักษณะเศรษฐกิจการเมืองของกรุงศรีอยุธยาราชอาณาจักรสยามแห่งแรก เป็นศูนย์กลางการค้านานาชาติ อันเป็นส่วนหนึ่งของการค้าโลกอย่างมีประสิทธิภาพ

          ศิลปวัฒนธรรมมีลักษณะเฉพาะตนชัดเจน เช่น

          ศิลปกรรมที่เคยทำแบบขอม มีพระปรางค์ป้อมอ้วนอย่างเคร่งครัด ก็ค่อยๆ คลี่คลายไป เห็นได้จากลักษณะพระปรางค์มีรูปทรงสูงผอมขึ้น แล้วค่อยๆ ลดความสำคัญลง กลายเป็นสถูปเจดีย์ทรงต่างๆมีบทบาทมากขึ้น เช่น ทรงลังกา

          วรรณคดีที่แต่งด้วยอักษรไทย มีฉันทลักษณ์เป็นเอกเทศเฉพาะตน คือโคลงกลอน, การละเล่นโขนมีบทเจรจาด้วยสำเนียงหลวง“เหน่อ”และลีลาแบบลาวๆ ซึ่งไม่เคยมีในรัฐรุ่นก่อนๆ

          สิ่งเหล่านี้สืบเนื่องหล่อหลอมจนเป็นสังคมไทยและประเทศไทยปัจจุบัน

[แต่บางท่านอ้างพระราชพงศาวดารกรุงสยามฉบับบริติชมิวเซียม ระบุโรคระบาดชื่อไข้ทรพิษ (ไข้ทรพิษในประวัติศาสตร์สมัยอยุธยา โดย ธันวา วงศ์เสงี่ยม ในนิตยสารศิลปากร ปีที่ 57 ฉบับที่ 4 ก.ค.-ส.ค. 2557 หน้า 69-77)

          พระราชพงศาวดารฯฉบับนี้แต่งขึ้นสมัยหลังมากๆ เมื่อคุ้นกับไข้ทรพิษยิ่งกว่ากาฬโรค หรือลืมแล้วว่าเคยมีกาฬโรคระบาดรุนแรงจนคนล้มตายมาก]}