มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม 2557

 

ประวัติศาสตร์ไทย ไม่ยุคมืด

          ยุคมืดของประวัติศาสตร์ไทย ถ้าจะมีจริงๆก็ถูกทำให้มืดโดยนักค้นคว้าและอาจารย์นักวิชาการทางประวัติศาสตร์โบราณคดีไทยกลุ่มหนึ่งที่สอนนักศึกษามหาวิทยาลัยปัจจุบันแบบเถรวาทไทย ให้ท่องตำรา ห้ามถาม ห้ามเถียง

          จึงเป็นยุคมืดทางความรู้และความคิดของนักวิชาการทางประวัติศาสตร์โบราณคดีไทยกลุ่มนั้น

          เพราะ ร.5 ทรงมีพระราชกระแสเปิดโบราณคดีสโมสร บอกไว้นานแล้วว่าประวัติศาสตร์ที่เขียนในสมัยนั้น ไม่รวมประวัติศาสตร์ยุคก่อนอยุธยา ซึ่งมีมายาวนานก่อน พ.ศ. 1893

          [หมายความว่าประวัติศาสตร์ไทยมีก่อนยุคอยุธยา แสดงว่าไม่ยุคมืด แต่ในประวัติศาสตร์ไทยที่เขียนและเชื่อถือกันขณะนั้น ไม่มีก่อนยุคอยุธยา โดยปล่อยให้มียุคมืด]

          แต่นักค้นคว้าและนักวิชาการผู้มีอำนาจยุคต่อมาจนปัจจุบัน ไม่ทำความเข้าใจใหม่ตามพระราชกระแส

          แล้วไม่ใส่ใจงานค้นคว้าก้าวหน้าที่สอดคล้องกับพระราชกระแส ร.5 ของ จิตร ภูมิศักดิ์, อ. มานิต วัลลิโภดม, กับ อ. ศรีศักร วัลลิโภดม, และท่านอื่นๆ

          ที่เป็นอย่างนั้น เพราะมีเหตุอย่างน้อย 2 เรื่อง คือ (1) ตกหลุมดำประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย และ (2) มองข้ามอย่างเหยียดๆต่อหลักฐานและร่องรอยพื้นเมือง

          ถ้าทำความเข้าใจโดยไร้อคติใน 2 เรื่อง (แล้วเลิกกมลสันดาน“เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น” กุเรื่องกล่าวร้ายป้ายสีนักวิชาการกลุ่มคิดต่าง) ก็สว่าง ไม่มืด คือ

  1. ตกหลุมดำประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย

          เกี่ยวข้องกับ คนไทย, ชนชาติไทย, เชื้อชาติไทย, วัฒนธรรมไทย, ความเป็นไทย, ฯลฯ ว่ามีติดเนื้อติดตัวคนพวกหนึ่งมาแต่ดั้งเดิมดึกดำบรรพ์นับพันๆปีมาแล้ว

          และมีแหล่งกำเนิดอยู่ทางเหนือๆขึ้นไปในจีนหรือเหนือจีน เช่น เทือกเขาอัลไต, น่านเจ้า แล้วอพยพถอนรากถอนโคนลงมาสถาปนาสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของไทย

          ซึ่งล้วนเป็นนิยายเพ้อเจ้อ ไม่จริง ต้องทิ้งไป แล้วปีนขึ้นจากหลุมดำ

  1. มองข้ามอย่างเหยียดๆ ต่อหลักฐานและร่องรอยพื้นเมือง

          เช่น ตำนาน, นิทาน, ภาษาและวรรณกรรม, นาฏศิลป์และดนตรี, ประเพณี, พิธีกรรม ฯลฯ

          แล้วยกย่องประวัติศาสตร์ศิลปะแบบอาณานิคมไว้เหนืออย่างอื่น ถึงขนาดนักวิชาการบางพวกใช้เป็นเครื่องมือชี้ขาดตัดสินผิดถูก ทั้งๆเป็นเรื่องอัตวิสัย (คือความเข้าใจ และอารมณ์ของตนเองเป็นหลัก)

          การใช้ตำนาน, นิทาน, มิได้หมายความว่าใช้อย่างโดดๆ เป็นหลักฐานทั้งดุ้น แต่ต้องเลือกสรรเฉพาะที่มีร่องรอยหลักฐานอื่นๆ สนับสนุนด้วยเสมอ เช่น หลักฐานโบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะ

          อาจารย์มหาวิทยาลัยที่อ่านไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่องในพงศาวดารและตำนาน (รวมถึงกฎมณเฑียรบาลและกฎหมายตราสามดวง) ควรศึกษาหาความรู้จากผู้เข้าใจ ผู้รู้เรื่อง ไม่ใช่มองข้ามอย่างเหยียดๆ แล้วปิดกั้นคนอื่น (เช่น นักศึกษา) ให้หนวก บอด ใบ้ เหมือนอาจารย์

          คิดคนละอย่างต่างกันได้ แต่ต้องไม่ปิดกั้นทางเลือก} else {