มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2557

 

ไทยเรียนหนังสือขอม (เขมร)

กับพระสงฆ์ในวัดสมัยก่อน

 

          อักษรไทย พัฒนาจากอักษรเขมร แต่ไทยเรียกอักษรขอม ยกย่องเป็นอักษรศักดิ์สิทธิ์ ใช้เขียนข้อความทางศาสนา หรือลงคาถาอาคมเลขยันต์ของขลัง

          พระเณรยุคก่อนๆ เรียนอักษรไทย แล้วต้องเรียนอักษรขอม เพราะหนังสือเทศน์  ใบลานเขียนภาษาไทยด้วยอักษรขอม เรียกขอมไทย ถ้าไม่เรียนอ่านหนังสือขอมไทยก็อ่านหนังสือเทศน์ไม่ได้

          เรื่องเหล่านี้มีเล่าประสบการณ์ตรงโดย นายสำเภา วงษ์เทศ ผู้บวชเรียนหนังสือขอมไทยที่วัดชุมแสง (วัดโคกมอน) อ. ศรีมโหสถ จ. ปราจีนบุรี

          อยู่ในหนังสือที่ลูกหลานพิมพ์แจกในงานศพ (พ.ศ. 2529) นายสำเภา วงษ์เทศ (เกิด พ.ศ. 2453 ปลาย ร.5 ต้น ร.6) เขียนประวัติตัวเองไว้ (ระหว่าง พ.ศ. 2526-2527)

          จะคัดเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการเรียนหนังสือไทยและขอม (เขมร) โดยทำแยกหัวข้อย่อยตัวหนาขึ้นใหม่เป็นประเด็นๆ ไปให้อ่านสะดวก

          ส่วนเนื้อเรื่องเป็นตัวเอน ดังต่อไปนี้

 

คำบอกเล่าจากหนังสืองานศพ นายสำเภา

          แม่เห็นว่า ผมสมควรจะเข้าวัดเพื่อเรียนหนังสือได้แล้ว จึงได้พาผมไปฝากวัดชุมแสง

          ครั้งนั้นอาจารย์นันทาคนพื้นบ้านชุมแสงเป็นสมภารอยู่ ท่านรับไว้ให้เป็นเด็กวัดเพื่อเรียนหนังสือต่อไป เพราะสมัยนั้นโรงเรียนประชาบาลยังไม่มี ถ้าใครอยากเรียนหนังสือก็ต้องไปเข้าวัดเพื่อขอเรียนหนังสือกับพระ

          คล้ายกับว่าเด็กไปขออยู่รับใช้พระ พระก็ต้องตอบแทนด้วยการสอนหนังสือให้ ถ้าใครไม่อยากเรียนก็ไม่ต้องไปอยู่วัด เพราะ พ.ร.บ. ประถมศึกษายังไม่มี

          การไปเข้าวัดเพื่อเรียนหนังสือสมัยนั้นต้องมีผู้ปกครอง คือพ่อ แม่ หรือญาติผู้ใหญ่นำไปฝากกับสมภารวัด  ต้องมีขันธ์ 5 ดอกไม้ ธูป เทียน ไปด้วย

          เมื่อสมภารรับไว้เป็นศิษย์วัดแล้ว ก็ต้องมีพิธีนิดหน่อย คือเอาดอกไม้ ธูป เทียนไปผูกติดเข้ากับหัวกระดานที่เขียนหนังสือ

 

กระดานเขียนหนังสือ

          กระดานเขียนหนังสือครั้งนั้นเป็นแผ่นยาวประมาณ 1 เมตร 50 เซนต์ กว้างประมาณ 8 หรือ 10 นิ้ว ทาสีดำ

          ดินสอที่เขียน ใช้ดินสอพอง คือ (ดินดาน ที่เรียกกันว่าดินสอลพบุรี) ทำเป็นแท่งสำหรับเขียนหนังสือ ลักษณะยาวประมาณ 1 นิ้วมือเศษๆ ข้างหัวท้ายเรียวค่อนข้างแหลม ตรงกลางป่องหน่อย

          ทางหัวกระดานควั่นเป็นรูปใบโพธิ์ สำหรับมือจับแล้วกราบ 3 หน แสดงความเคารพ อธิษฐานใจมีคนนำให้ว่า “ขอให้เรียนหนังสือเก่งๆ” เป็นเสร็จพิธี

          กรรมวิธีที่ทำกระดานเขียนหนังสือให้ดำนั้น ใช้ถ่านหุงข้าวตำให้ละเอียด เอาข้าวสุกตำใส่ถ้วยเพื่อให้เหนียวติดกระดาน เมื่อตำเข้ากันดีแล้ว เอาผ้าห่อทำเหมือนลูกประคบ ขนาดเท่าลูกประคบ ชุบน้ำให้เปียกแล้วทาบนกระดานด้านหน้าให้ติดดำสนิท แล้วเอาไปตากแดดให้แห้งเสร็จแล้วเป็นใช้ได้ และต้องใช้ผ้าชุบน้ำลบหนังสือที่เขียนแล้วทุกครั้งไป

          ฉะนั้น กระดานจึงต้องทาลูกประคบบ่อยๆ เมื่อเห็นว่าสีดำที่ติดอยู่กับกระดานหลุดออกมากแล้ว

 

พระสอนหนังสือ ตอนเช้า, ตอนบ่าย

          การเรียนหนังสือวัดสมัยนั้น ต้องเรียนเขียนอ่าน ก.ข. จนจำได้แม่นยำ ต่อท้ายด้วยเลข 1 ถึง 0 ด้วย

          เมื่อจำและเขียน ก.ข. ได้จนแม่นยำแล้ว จึงต่อ ก.กา. กน กง ฯลฯ  จนถึงเกย แจกลูกตามอักษรสูง  ต่ำ กลาง แล้วจึงอ่านประถม ก.กา. หรือมูลบทต่อไป————-

          พระท่านสอนหนังสือให้เด็กมีอยู่สองเวลา คือตอนเช้าเมื่อเสร็จจากการฉันเช้าและสวดมนต์ทำวัตรเช้าเสร็จแล้ว ท่านจะออกมานั่ง ณ ที่ใดที่หนึ่ง แล้วเรียกเด็กให้มาต่อหนังสือพร้อมๆ กัน นั่งเข้าแถวเป็นวงรอบ ส่วนพระผู้สอนนั่งอยู่ตรงกลาง

          ก่อนเปิดหนังสือเรียนต้องนั่งคุกเข่าประนมมือกราบพร้อมกัน 3 หน แล้วให้อ่านหนังสือของใครของมันไปพร้อมกัน แล้วแต่เด็กคนไหนเรียนหนังสืออะไร เมื่อคนไหนอ่านต่อไปไม่ได้นั่งจี้หนังสือเฉยอยู่ พระผู้สอนจะชะโงกดูแล้วบอกไป ถ้าคนไหนอ่านไปเรื่อยๆ โดยไม่ติด ท่านก็จะให้อ่านต่อไป จนกว่าจะอ่านเก่งโดยไม่ติด

          เมื่อเด็กต่อหนังสือได้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงหรือหนึ่งชั่วโมงก็บอกให้เลิก เมื่อก่อนจะลุกออกไปก็ต้องพร้อมกันนั่งคุกเข่ากราบ 3 หน จึงลุกถอยออกไป หาที่นั่ง ใครเคยนั่งตรงไหน ต้นเสาไหนก็เข้าประจำที่แล้วอ่านซ้ำที่เรียนมาจนคล่อง

          พอถึงเวลา 11 โมง พระตีกลองเพลเด็กเลิกอ่านหนังสือ ไปจัดแจงที่และหาน้ำท่าที่พระฉันเพล

          เมื่อพระฉันเพลเสร็จ เด็กวัดกินข้าวอิ่มเก็บที่ทางเรียบร้อยแล้ว พระผู้ทำการสอนหนังสือก็ออกมานั่งที่ตามเคย เด็กก็มาพร้อมกัน ทำการต่อหนังสือเหมือนเมื่อทำในตอนเช้า

          เมื่อเสร็จจากการต่อหนังสือช่วงเพลนี้แล้ว ก็เข้าประจำที่อ่านไปจนถึงเวลา 5 โมงเย็น พระท่านจะบอกให้เลิกเมื่อได้เวลา 5 โมงเย็นแล้ว เมื่อพระยังไม่บอกให้เลิกก็ยังเลิกไม่ได้

          เมื่อเลิกอ่านหนังสือตอนเย็นนี้แล้ว ก็ต้องช่วยกันเก็บกวาดศาลาวัดและกุฏิพระตลอดจนเทกระโถน จัดแจงน้ำเย็นไว้ในห้องที่ตนปฏิบัติอยู่ให้เรียบร้อยแล้ว จึงเข้าไปบ้านเพื่อกินข้าวเย็น

 

ท่องสวดมนต์ นอนวัด

          เมื่อเสร็จจากกินข้าวเย็นเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องกลับมานอนที่วัด เพราะต้องท่องหนังสือสวดมนต์ เริ่มตั้งแต่ 1 ทุ่ม จนถึง 3 ทุ่ม จึงเลิกท่องเข้านอน

          หนังสือสวดมนต์ที่พระท่านสอนให้ท่องมี นะโม พุทธัง ปฏิสังขาโย และอวิชชา ต่อไปถึงบทถวายพรพระด้วย ยังมีท่องสูตรเลขพร้อมกันไปกับหนังสือสวดมนต์

          แล้วพระท่านก็สอนให้หัดทำเลขเหมือนกัน แต่พระท่านสอนได้ก็แค่ บวก ลบ คูณ หาร เท่านั้น

          การท่องหนังสือสวดมนต์นั้น พอได้เวลาประมาณ 1 ทุ่ม พระท่านว่างจากการไหว้พระสวดมนต์แล้ว ท่านจะเรียกเข้าไปหา ให้นั่งคุกเข่ากราบ 3 หน แล้วพระท่านจะบอกนำก่อนแล้วให้ว่าตามซ้ำๆ หลายหนจนจำได้ เห็นว่าจำได้แม่นแล้ว พระท่านบอกให้เลิก

          ก่อนเลิกก็กราบอีก 3 หน แล้วออกไปหาที่สงัดท่องจนจำได้ขึ้นใจแม่นยำดี วันต่อไปก็ทำอย่างนี้อีกในเวลาเดียวกันทุกวัน

          เด็กวัดทุกคนจะต้องทำความสะอาดบนศาลาที่เรียนหนังสือและกุฏิพระเป็นกิจประจำวันทุกวันตลอดไป จนกว่าจะออกจากวัดไปหรือย้ายไปอยู่ที่อื่น

 

เรียนหนังสือขอม

          ผมเป็นเด็กวัด เรียนหนังสืออยู่วัดชุมแสง ตำบลโคกปีบนี้ได้ปีหนึ่ง พอเรียนมูลบทบรรพกิจจบ ก็ออกจากวัดชุมแสง แม่พาไปฝากเรียนต่อที่วัดหัวซา ตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี——————–

          ผมเรียนหนังสืออยู่ที่วัดหัวซาประมาณ 2 ปี อ่านเขียนหนังสือได้คล่องมาก พูดอย่างภาษาโบราณว่าแตกหนังสือคืออ่านหนังสือออก แล้วก็ออกจากวัดหัวซา กลับมาบวชเป็นสามเณรอยู่ที่วัดชุมแสงอีก

          คราวนี้เรียนหนังสือขอม มีทั้งขอมไทยและขอมลาว เพราะตามคัมภีร์หนังสือเทศน์ใบลาน เป็นหนังสือขอมไทยและขอมลาวทั้งนั้น

          พระเณรที่บวชแล้วอ่านหนังสือขอมไม่ออก ก็เลยอ่านหนังสือเทศน์ใบลานไม่ได้

 

ขอมไทย

          ยุคก่อนอยุธยา ยังไม่มีอักษรไทย คนไทยใช้อักษรขอม (เขมร) เขียนภาษาไทย เรียกหนังสือขอมไทย

          เมื่อมีอักษรไทย โดยได้แบบจากอักษรเขมร ไทยยังยกย่องอักษรขอมเป็นครู แล้วเรียนหนังสืออักษรขอมไทยสืบมาจนถึงหลัง ร.5

d.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);