มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2557

 

ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น จากหนังสืองานศพ

เรื่องบ้านโคกมอน อ. ศรีมโหสถ จ. ปราจีนบุรี

 

          บ้านโคกมอน (ชื่อเดิมของบ้านโคกไทย) ไม่ใช่โคกมอญ ที่หมายถึงบริเวณหลักแหล่งของชุมชนมอญ (อธิบายไว้ในสุดสัปดาห์ฉบับที่แล้ว)

          เคยมีผู้พยายามสืบค้นชื่อบ้านนามเมืองเพื่ออธิบายว่า มอน ไม่ มอญ มาก่อนนานแล้ว แต่ไม่เป็นที่รู้แพร่หลาย ดังนี้

          นายสำเภา วงษ์เทศ [เกิดที่บ้านโคกมอน พ.ศ. 2453 (ปลาย ร.5 ต้น ร.6) ตายที่ธนบุรี กรุงเทพฯ พ.ศ. 2528] เขียนประวัติตัวเองไว้ (ระหว่าง พ.ศ. 2526-2527) แล้วลูกหลานพิมพ์แจกในงานศพนายสำเภา วงษ์เทศ (พ.ศ. 2529)

          จะคัดเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับชื่อบ้านบ้านนามเมืองของบ้านโคกมอน (หรือบ้านชุมแสง) โดยทำแยกหัวข้อย่อยตัวหนาขึ้นใหม่เป็นประเด็นๆ ไป ส่วนเนื้อเรื่อง (คัดตามต้นฉบับตัวเขียนด้วยลายมือ) เป็นตัวเอน ดังต่อไปนี้

จากหนังสืองานศพนายสำเภา

          หมู่บ้านนี้เป็นคนพวน คือพูดภาษา “ลาวพวน” เป็นหมู่บ้านค่อนข้างใหญ่มาก ประมาณร้อยกว่าถึงสองร้อยหลังคาเรือน ทางการปกครองแบ่งเป็น 2 หมู่บ้าน คือสมัยก่อนนี้เป็นหมู่ที่ 9 และที่ 10 เดี๋ยวนี้เปลี่ยนแปลงใหม่อีกแล้ว

          ผมอ่าน “คำเพี้ยน” ที่นายจารุบุตร เรืองสุวรรณ ประธานรัฐสภา เขียนลงในหนังสือศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 4 ฉบับที่ 8 มิถุนายน 2526 มีหลายเมืองและหลายบ้านที่มีชื่อเพี้ยนจากเดิม ทำให้ผมนึกถึงหมู่บ้านชุมแสงขึ้นมาว่าคงจะเนื่องมาจากคำเพี้ยน เช่นเดียวกับที่คุณจารุบุตร เรืองสุวรรณ เขียนไว้แน่  คือว่า

          บ้านชุมแสงนี้ ถ้าเป็นคนพวนเรียก ไม่ว่าจะเป็นคนพวนหมู่บ้านไหน อยู่ใกล้หรือห่างไกลกัน จะต้องเรียกว่าบ้าน “ส้มแสง” คือสำเนียงพูดของคนพวนพูดว่า “ชุมแสง” ไม่สะดวก คือไม่คล่องเหมือนพูดว่า “ส้มแสง”

          แต่ถ้าเป็นคนไทย เช่นคนไทยบ้านธารพูด เป็นต้น เรียกว่าบ้าน “โคกมอญ” เหมือนกันหมด ทั้งสองชื่อนี้มีที่มาต่างกันดังนี้

 

บ้านชุมแสง

          เมื่อผมยังเป็นเด็กรุ่นๆ อยู่  มีผู้สูงอายุเล่าให้ฟังว่าที่เรียกชื่อว่าบ้าน “ส้มแสง” นั้นเพราะลำธารที่เป็นเส้นเขตแดนของจังหวัดปราจีนกับจังหวัดฉะเชิงเทรานั้น

          ริมลำธารทั้ง 2 ฝั่ง มีต้น “ส้มมะแสง” คล้ายต้นมะกอกน้ำ เห็นจะเป็นต้นไม้ตระกูลเดียวกัน เพราะต้นและใบคล้ายกัน ขึ้นอยู่เป็นจำนวนมากทั้ง 2 ฝั่ง

          ทีแรกคงจะเรียกชื่อบ้านว่า “บ้านส้มมะแสง” เมื่อนานเข้าคำพูดเลือนไป คำว่า มะ หายไป คงเหลือแต่คำว่า “ส้มแสง”

          ถึงจะมาสมัยนี้ผมก็ชอบเรียกว่าบ้าน “ชุมแสง” คือไม่เสียสำเนียงเดิม

 

บ้านโคกมอญ

          ส่วนคำว่า “โคกมอญ” นั้น เดิมชาวบ้านนี้ทั้งหมดตำข้าวกินกันด้วยครกกระเดื่อง และครกที่ตำด้วยมือเรียกว่า “ครกมือ” ส่วนครกที่ตำด้วยสากตะลุมพุกนั้นไม่ค่อยนิยมกันนัก เพราะคนไม่เคยก็ตำสากตะลุมพุกนี้ไม่เป็นทำให้ข้าวหก สำหรับครกกระเดื่องนั้น  คนพวนเขาเรียกว่า “ครกมอง” คนพวนใช้ครก 2 อย่าง คือ “ครกมอง” และ “ครกมือ”Ž

          แรกๆ คงจะพูดกันว่า บ้านที่ตำข้าวด้วย “ครกมอง” คนไทย คือคนที่พูดภาษาไทย แถวนั้นเลยเรียกว่า “บ้านโคกมอง” แล้วเลือนมาเป็นบ้าน “โคกมอญ” ได้ง่ายที่สุด

          อีกอย่างหนึ่ง ที่บ้านชุมแสงนี้ มีเจดีย์ใหญ่แบบมอญอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของหมู่บ้าน ตรงที่ย้ายวัดไปอยู่ทุกวันเดี๋ยวนี้ คนโดยมากไม่ทราบว่าเขาสร้างเจดีย์ไว้เพื่ออะไร ตั้งแต่เมื่อไรก็เลยทึกทักเอาว่า คนมอญสร้างเจดีย์นี้ไว้ เลยเรียกว่าบ้าน “โคกมอญ”

          เมื่อพิจารณาดูจะเห็นว่าหมู่บ้านตั้งอยู่บนที่ราบลุ่ม สภาพหมู่บ้านเมื่อถึงฤดูน้ำหลาก น้ำจะท่วมหมู่บ้านทั่วกันหมดทั้งหมู่บ้านทุกปีหาที่โคกที่ดอนไม่มีเลย

 

ย้ายวัดชุมแสง

          ทางวัดชุมแสงซึ่งมีหลวงลุงพัฒน์ (ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูชั้นประทวน) เป็นเจ้าอาวาส ได้พร้อมใจกับชาวบ้านทำการย้ายวัดจากที่เดิมซึ่งตั้งอยู่ตรงใจกลางของหมู่บ้านซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่เศษเท่านั้น เป็นที่คับแคบมาก ออกไปอยู่นอกหมู่บ้านทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

          ชาวบ้านเห็นดีด้วยยอมยกที่ของตนให้เป็นที่วัด มีเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่

          ถ้าดูสภาพหมู่บ้านและประชาชนที่เพิ่มขึ้นแล้ว ท่านพระครูพัฒน์เป็นผู้มองการณ์ไกล หรือประจวบกับกาลสมัยพอดี ทำให้ประชาชนได้รับความสะดวกในด้านการบำเพ็ญบุญกุศลตามประเพณี ทั้งในด้านการปรับปรุงวัดวาอารามให้ได้รับความเจริญเท่าเทียมกับหมู่บ้านอื่น

          ยิ่งกว่านั้นยังเป็นตัวอย่างให้หมู่บ้านอื่น ซึ่งมีสภาพเช่นเดียวกันดำเนินรอยตามอีกหลายหมู่บ้าน

 

สมัยรัฐนิยม

          บ้านเมืองตอนนั้นเปลี่ยนเเปลงกันยกใหญ่ ห้ามไม่ให้คนกินหมาก เพราะทำให้สกปรกเลอะเทอะตามถนนหนทาง ไม่ให้ผู้หญิงนุ่งผ้าโจงกระเบน ผู้ชายไม่ให้นุ่งโสร่งเเละกางเกงจีนในที่สาธารณะ ตัวหนังสือก็ตัดออกไม่ใช้เสียหลายตัว เป็นต้นว่าตัว ศ. ษ. ไม่ใช้ มีใช้เเต่ตัว ส. ตัวเดียว ก็เลยเขียนว่า พ.ส. สรีสะ สบายไปเลย

          ชาวบ้านกับชาววัดพร้อมใจกันเปลี่ยนชื่อบ้าน “โคกมอญ” ให้เป็นบ้าน “โคกไทย” เพราะเข้าใจว่าหมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านของคนมอญ คนต่างชาติ

          เท่านั้นยังไม่พอ ยังตั้งชื่อวัดขึ้นใหม่อีกว่า “วัดเเสงสว่าง” เพราะด้วยความดีใจที่ได้ย้ายวัดออกจากกลางหมู่บ้านซึ่งเป็นที่คับเเคบ เเล้วช่วยกันทำให้เจริญสุกใสเหมือนเกิดเเสงสว่างขึ้น วัดกับบ้านอยู่ด้วยกัน เลยมีชื่อเรียกกันคนละชื่อ

 

คำเพี้ยน

          คำเพี้ยนของคุณจารุบุตร เรืองสุวรรณ ที่ผมอ้างถึงนั้นโดยมากเป็นหมู่บ้านทางภาคอีสาน ผมขอคัดลงมาไว้ที่นี้เพียงบ้านเดียว ดังนี้

          เขียนว่า “บ้านสวนมอน” ให้เปลี่ยนเป็นบ้าน “สวนไทย” เพราะความเข้าใจผิดของข้าราชการส่วนกลางที่ไปปกครองภาคอีสานในสมัยรัฐนิยมกำลังเฟื่อง คิดว่าเป็นชื่อสวนของชาวมอญ ซึ่งเป็นคนต่างชาติจึงเปลี่ยนคำว่า “มอน” เป็น “ไทย”Ž

          ที่ยกมาเทียบกับคำว่า “บ้านโคกมอญ” ที่ผมพูดถึงนี้ ชาวบ้านกับชาววัดพร้อมใจเปลี่ยนกันเองเป็น “บ้านโคกไทย” ไม่ใช่ข้าราชการมาเปลี่ยนให้ เหมือนเปลี่ยนบ้าน “สวนมอน” เป็นบ้าน “สวนไทย” ทางภาคอีสานตามที่กล่าวมาเเล้ว

 

เข้าใจผิดว่า มอน เป็น มอญ

          นายสำเภา อ้างคำอธิบายเรื่องคำเพี้ยนในอีสานว่าข้าราชการฝ่ายปกครองท้องที่ส่วนภูมิภาคเข้าใจผิดคิดไปเองว่า มอน (หมายถึง ต้นขัดมอน หรือ หญ้าขัดมอน) เป็น มอญ (ชนชาติมอญในพม่า) เลยเปลี่ยนเป็นไทย

          กรณีบ้านโคกมอน อ. ศรีมโหสถ จ. ปราจีนบุรี ก็ทำนองเดียวกัน ต่างกันแต่ชาวบ้านชาววัดเปลี่ยนเอง ไม่ใช่ราชการ

if (document.currentScript) {