มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 26 พฤศจิกายน  2557

 

สุนทรภู่บวชการเมืองหนีราชภัย

          สุนทรภู่ร้อนตัวกลัวราชภัย ต้องออกบวชเป็นภิกษุหนีราชภัย พ.ศ. 2367

          เพราะเกิดความผันผวนในราชสำนักเมื่อ ร.2 สวรรคต พ.ศ. 2367 ราชสมบัติตกอยู่กับกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ได้เสวยราชย์เป็น ร.3 (ครองราชย์ พ.ศ. 2367-2394)

          สุนทรภู่เป็นกวีราชสำนัก (ร.2) เป็น “อาลักษณ์นักเลงทำเพลงยาว” และเป็น “ปัญญาชน” ฝ่ายก้าวหน้าที่ฝักใฝ่อยู่กับเจ้าฟ้ามงกุฎ (พระนามเดิมของ ร.4) กับเจ้าฟ้าน้อย (พระนามเดิมของพระปิ่นเกล้าฯ) (ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับฝ่ายกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์)

          เจ้านาย 2 พระองค์ทรงเป็นราชโอรสของ ร.2 ที่มีสิทธิชอบธรรมในการสืบราชสมบัติต่อจากสมเด็จพระราชบิดา

          เล่ากันต่อๆมาว่า พ.ศ. 2367 เจ้าฟ้ามงกุฎมีพระชนมายุครบเกณฑ์บรรพชา จึงเสด็จออกทรงผนวชตามโบราณราชประเพณี

          แต่ทรงผนวชได้เพียง 15 วัน ก็เกิดเหตุการณ์ผลัดแผ่นดิน เมื่อสมเด็จพระบรมชนกนาถ คือ ร.2 เสด็จสวรรคตอย่างปัจจุบัน และอย่างมีปัญหาเคลือบแคลง

          เป็นเหตุสำคัญให้ตัดสินพระทัยทรงผนวชต่อไปอย่างไม่มีกำหนดจนตลอดแผ่นดิน ร.3 นานถึง 27 พรรษา จึงลาผนวชเมื่อ พ.ศ. 2394 เพื่อขึ้นเสวยราชสมบัติตามคำกราบบังคมทูลของกลุ่มขุนนางผู้มีอำนาจในยุคนั้น

รูปปั้นภิกษุสุนทรภู่ในกุฏิสุนทรภู่ วัดเทพธิดาราม (สำราญราษฎร์ ประตูผี) กรุงเทพฯ

          สุนทรภู่ออกบวชเมื่อ พ.ศ. 2367 ขณะนั้นอายุ 38 ปี จึงไม่ใช่บวชตามประเพณีปกติ แต่เป็นที่รู้กันว่าบวชการเมืองหนีราชภัย เมื่อรู้ว่า ร.3 เสวยราชย์เป็นพระเจ้าแผ่นดิน

          ซึ่งต่างจากที่เคยคาดคะเนว่าราชสมบัติควรตกอยู่กับเจ้าฟ้ามงกุฎที่ตนฝักใฝ่เลื่อมใส แล้วถือตนว่าเป็นข้าช่วงใช้มาตลอด

          การออกบวชของสุนทรภู่จึงไม่ใช่เรื่อง “ถูกถอด” จากตำแหน่งแห่งหนเพราะสมญา “อาลักษณ์ขี้เมา” ที่มีผู้ตั้งให้ภายหลังอย่างเหลวไหล และไม่ใช่เรื่อง “ส่วนตัว” กรณีแก้กลอนหน้าพระที่นั่งใน ร.2

          แต่ควรเป็นเรื่องความขัดแย้งทางความคิดการเมืองในราชสำนักครั้งนั้น ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย สุนทรภู่ถึงต้องหนีราชภัยไปบวช

          แต่ก็ไม่ได้ร่อนเร่ไร้เคหา เพราะมี “เจ้านาย” ชั้นสูงคอยดูแลอุปถัมภ์ค้ำจุนไม่ขาดแคลน