มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2557

 

งานพระคุณ แต่ชอบใช้พระเดช

          ธรรมาสน์เก่า ยุคอยุธยา มีรายงานข่าวต่อเนื่องหลายวันในมติชน ว่าพบซุกอยู่วัดบางยี่ขัน ย่านเชิงสะพานพระราม 8 ใกล้สี่แยกสะพานปิ่นเกล้า ฝั่งธนบุรี

          เจ้าอาวาสอ้างว่าไม่มีปัจจัยดูแลรักษา ย่อมฟังไม่ขึ้น เพราะมีอาคารสร้างใหม่ราคารหลายสิบล้านแน่นวัด จนพื้นที่เหลือคับแคบ

          ข่าวนี้สะท้อนความจริงให้รู้เห็นหลายอย่าง ที่ทางการเกี่ยวข้องต้องเร่งรัดทบทวนแล้วแก้ไข

          1. ความสัมพันธ์มีปัญหา ระหว่างพระสงฆ์กับเจ้าหน้าที่ทางการด้านศิลปวัฒนธรรม

          งานถวายความรู้พระสังฆาธิการเรื่องอนุรักษ์ศิลปกรรมในวัดวาอารามทั่วประเทศ ไม่ได้ผลมานานแล้ว แต่ดันทุรังทำตามประเพณีโดยไม่เคยให้หน่วยงานอื่นๆ หรือองค์กรอิสระประเมินผล

          รวมถึงโครงการอบรมอาสาสมัคร (ที่เรียกย่อว่า อส.มศ.) ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ มีลักษณะลิงหลอกเจ้า, หลอกงบฯราชการ, หลอกตัวเอง, และหลอกคนอื่น จึงควรทบทวนหาวิธีอย่างอื่นที่ได้ผลดีกว่า

          2. ศิลปวัฒนธรรมเป็นงานพระคุณ ต้องการการบริหารจัดการทันสมัยและก้าวหน้า

          แต่ทางการเกี่ยวข้องชอบใช้พระเดช เท่ากับบริหารจัดการศิลปวัฒนธรรมอย่างไม่ทันสมัยและไม่ก้าวหน้า จึงสร้างปัญหาไม่รู้จบ

          ดังนั้น แทนที่จะอบรมพระสังฆาธิการและอาสาสมัคร ก็ควรอบรมตนเอง (โดยคนอื่นๆ) ให้ลด ละ เลิก ใช้พระเดช เพราะเท่ากับโดดเดี่ยวตัวเอง

          ดังมีประจักษ์พยานทั่วประเทศ ว่าชุมชนท้องถิ่นทุกหนแห่งในไทยไม่แฮปปี้กับนักโบราณคดีและเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร เพราะไม่สร้างมิตร มีแต่ทำลายมิตรด้วยท่าทียโส โอหัง บังอาจ

          3. แบ่งปันข่าวสารข้อมูลความรู้สู่ชุมชนท้องถิ่นเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมอย่างง่ายๆ สม่ำเสมอ

          โดยผ่านกิจกรรมต่างๆหลากหลายไร้ขีดจำกัด (แต่ไม่ยัดเยียดวิชาการอย่างบ้าคลั่ง ดังที่ชอบทำเรื่องง่ายๆเป็นเรื่องยากๆ)

          แล้วขอความร่วมมือสร้างเครือข่ายผ่านสื่อต่างๆอย่างนอบน้อมถ่อมตน จะได้ผลมากกว่า และดีกว่าทำยโส โอหัง บังอาจ ดังที่ทำผ่านมาอย่างไม่อ่อนน้อมต่อชุมชน

          “การดูแลมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ ไม่อาจทำงานคนเดียวได้ ต้องขอความช่วยเหลือจากสื่อมวลชน ซึ่งทำให้ค้นพบชิ้นส่วนธรรมาสน์ที่หายไป รวมถึงมีการตื่นตัวจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง” นายปติสร เพ็ญสุต อาจารย์ประจำสถาบันการจัดการปัญญาภิวัตน์ เล่าเรื่องความเป็นมาของข่าวธรรมาสน์วัดบางยี่ขัน (กทม.) เริ่มด้วยขอความร่วมมือจากสื่อ เช่น มติชน เป็นกรณีตัวอย่างให้รับรู้ทั่วกันของนักศึกษาคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

          มติชน ให้ความสำคัญงานศิลปวัฒนธรรมสืบเนื่องจากยุคประชาชาติรายวัน (พ.ศ. 2518-19) ที่มีคุณขรรค์ชัย บุนปาน เป็นบรรณาธิการ ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา

          ซึ่งเป็นที่รู้กันในยุคนั้นว่าเป็นหนังสือพิมพ์ภาษาไทยรายวันที่ให้ความสำคัญต่อข่าวประวัติศาสตร์โบราณคดี, ดนตรีไทย, โขนละคร, หนังไทย, ลูกทุ่ง, ฯลฯ นับแต่ฉบับปฐมฤกษ์

          รวมถึงข่าวเจ้าหน้าที่ระดับสูงยุคนั้นของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร มีส่วนรู้เห็นและเกี่ยวข้องโบราณศิลปวัตถุหายจำนวนมาก

          กรณีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ลพบุรี ที่โต๊ะประชาชื่น มติชน ร่วมมือกันเปิดโปงขุดคุ้ยให้สาธารณะรับรู้ จึงถูกต้องชอบธรรมดีเยี่ยมอย่างยิ่งต่อวิชาชีพหนังสือพิมพ์

          เรื่องอย่างนี้คุณขรรค์ชัยเคยสู้รบมีประสบการณ์โชกโชนมาก่อนนานแล้ว กับผู้มีอิทธิพลแห่งชาติระดับวุฒิสมาชิกที่ตามล่าหาสมบัติขาย โดยจ้างขุดหาหม้อลายเขียนสีที่บ้านเชียง (จ. อุดรธานี) จนถึงต่อต้านผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นทำลายซากคูน้ำคันดิน เพื่อยึดครองเป็นประโยชน์ส่วนตน ไม่ว่าที่ลำปาง, บุรีรัมย์, สุรินทร์, ฯลฯ

          แต่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความไม่ชอบมาพากล ย่อมไม่ชอบใจ เพราะกินปูนจนร้อนท้อง ซึ่งเป็นปกติธรรมดาโลกราชการ(หรือเอกชนก็ตาม) ไม่เคยชอบหนังสือพิมพ์เปิดโปง

          แต่การเปิดโปงเป็นหน้าที่ของหนังสือพิมพ์มีคุณภาพ

          แม้ทางการจะตรวจสอบกันเอง แล้วสรุปกันเองว่าไม่มีทุจริตผิดปกติ ย่อมเป็นที่รู้อยู่แก่ใจมหาชนว่า “ชงเอง ชิมเอง ชอบเอง ชมเอง” เพราะปกปิด(บุคคลภายนอก) แล้วหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ(จากองค์กรอิสระ) จะเหลืออะไร?

          จึงไม่มีใครเชื่อมั่นว่าในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั่วประเทศ เป็นของเก่าแท้ทั้งหมด