มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2557

 

จัดสรรอำนาจให้ผู้ปกครองนักเรียน

          “เพิ่มอำนาจการตัดสินอนาคตของสถานศึกษาให้แก่ผู้ปกครองประมาณ 50% ควบคู่ไปกับผู้เชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะมาจากส่วนกลางหรือจังหวัดก็ตาม”

          อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ แนะนำให้กระตุ้นการปฏิรูประบบบริหารจากเดิมที่ผูกขาดอยู่กับส่วนกลางและผู้บริหารโรงเรียนอย่างเดียว (โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม 2557 หน้า A6) แล้วบอกต่อไปอีกหลายอย่าง ดังนี้

          “การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ต้องทำให้โรงเรียนถูกควบคุมและกดดันจากผู้ปกครอง”

          “ขณะเดียวกันก็จำเป็นต้องมีอำนาจจากส่วนกลางช่วยกำกับช่วยกดดันให้โรงเรียนต้องแข่งขันกัน”

          ปฏิรูปการศึกษา อ. นิธิ ชี้ว่าต้องเริ่มจากการบริหารทั้งในส่วนกลางและท้องถิ่น จัดสรรอำนาจไปยังผู้ปกครองนักเรียน และโรงเรียน

          แต่ต้องไม่ตอบสนองส่วนกลาง หรืออธิบดีกรมที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาอย่างเดียว

          นอกจากนี้จะต้องปรับหลักสูตรให้ทันกับโลกสมัยใหม่ โดยเน้นให้มีการคิดแก้ปัญหาคล้ายกับหลักการของโรงเรียนสาธิต

          อ. นิธิ บอกว่าการศึกษาทางเลือกมีทั่วไปในชีวิตประจำวันจากแหล่งอื่นๆที่ไม่จำเพาะในโรงเรียนหรือในมหาวิทยาลัย เช่น ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต, รายการโทรทัศน์, ห้องสมุด

          มิวเซียม เป็นแหล่งเรียนรู้ของการศึกษาทางเลือกที่มีประสิทธิภาพ มีตัวอย่างดูได้จากมิวเซียมสยาม

          สปช. ด้านการศึกษา ต้องปฏิรูปหน่วยงานแห่ง“ชาติ”ทั้งหลายที่ล้าหลังให้ก้าวหน้าด้วย ไม่ว่าหอสมุด หรือมิวเซียม

          หากทำสำเร็จจะวิเศษอย่างยิ่ง มีตัวอย่างมากมายในประเทศก้าวหน้าทางการศึกษา ไม่ว่าสิงคโปร์ หรือญี่ปุ่น ฯลฯ แน่นอน—ยกเว้นไทย

 

ภาคเอกชนร่วมปฏิรูปการศึกษา

          “ถ้าภาคเอกชนไม่เข้ามาช่วยกระทรวงศึกษาธิการ การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงก็จะเกิดขึ้นได้ยาก” นายพารณ อิศรเสนา สปช. ด้านการศึกษา บอกไว้ในกรุงเทพธุรกิจ (ฉบับวันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม 2557 หน้า 15) แล้วแนะนำต่อไปอีกว่า

          “ควรดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูป โดยในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการให้เปลี่ยนบทบาทไปช่วยอำนวยความสะดวกแทน เช่นเดียวกับในหลายๆ ประเทศทั่วโลก”

          แต่ปัญหาที่ผมพบบ่อยๆ คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูส่วนมาก (ไม่ทั้งหมด) ในท้องถิ่น มีประสิทธิภาพไม่พอต่อการสร้างเครือข่ายกับภาคเอกชนให้มีส่วนร่วมทางการศึกษาของท้องถิ่นนั้นๆ

          บางแห่งต่อต้านภาคเอกชนด้วยซ้ำไป เพราะเลื่อมใสอำนาจรัฐราชการและระบบราชการอยู่เหนือเอกชน จึงไม่ต้องการให้ผู้ปกครองและเอกชนไปติดตามยุ่งเกี่ยวไม่ว่าด้านใดๆต่อครูและโรงเรียนdocument.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);