มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 7 ตุลาคม 2557

 

สะเปะสะ(ปะ)ประวัติศาสตร์

          ประวัติศาสตร์ไทย ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้นกับตอนปลาย ของ สพฐ. (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) กระทรวงศึกษาธิการ จัดทำจุดเน้น 5 ประการ คือ

          (1.) ความเป็นมาของชาติไทย (2.) สัญลักษณ์ของชาติไทย (3.) สถาบันพระมหากษัตริย์ไทย (4.) บรรพบุรุษไทย (5.) ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทย

          ต้องยกย่องชื่นชมอย่างเห็นอกเห็นใจผู้คิดจุดเน้น 5 ประการ ขึ้นมาได้ใจกลุ่มคนชั้นนำมีอำนาจมากสุดขณะนี้ ที่หมกมุ่นอยู่กับประวัติศาสตร์ไทยฉบับเลเพลาดพาดสะเปะสะปะ จับต้นชนปลายไม่ได้

          ขณะเดียวกันก็ต้องสมเพชเวทนาระบบการศึกษาไทย ที่มีปัญหาคุณภาพตกต่ำมากอยู่แล้ว ต้องโดนผีซ้ำด้ำพลอยหนักข้อขึ้นเพราะถอยหลังเข้าคลองสุดๆ

          คนไทยเริ่มมีที่ภาคกลางลุ่มน้ำเจ้าพระยา ราวหลัง พ.ศ. 1700 ก่อนยุคกรุงศรีอยุธยา 

          วัฒนธรรมไทย เริ่มมีเป็นทางการในยุครัตนโกสินทร์ ราวหลัง พ.ศ. 2400

          ความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าสิ่งเหล่านี้มีมาแต่ดึกดำบรรพ์ โดยเฉพาะเริ่มสมัยสุโขทัย หรือก่อนหน้านั้น ทำให้ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยมาจากต่างดาว เช่น ดาวอังคาร

          แท้จริงแล้วพื้นที่เบ้าหลอมวัฒนธรรมไทย มีขอบเขต ดังนี้

          เหนือสุด ที่ จ. อุตรดิตถ์ พ้นขึ้นไปไม่ไทย แต่เป็นลาว (รัฐล้านนา), ตะวันออก ที่ จ. สระบุรี พ้นขึ้นไปเป็นที่ราบสูงของคนไม่ไทย (คือลาว และเขมรป่าดง), ใต้สุด ที่ จ. เพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ พ้นลงไปไม่ไทย แต่เป็นแขกชาวนอกชาวเทศ (รัฐนครศรีธรรมราช, รัฐปัตตานี)

          วัฒนธรรมไทย (หรือความเป็นไทย) ที่เพิ่งมีนี้ ผมขอสรุปจากที่อ่านข้อเขียนนานมาแล้ว ของ อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ ดังนี้

          1.วัฒนธรรมไทย(หรือความเป็นไทย)ไม่มีอยู่จริง แต่เป็นสิ่งถูกสร้างขึ้น หรือเสกสรรปั้นแต่งขึ้น ให้ตรงตามอุดมคติของคนชั้นสูง แล้วยัดเยียดให้คนทั่วไปเชื่อว่าความเป็นไทยมีอยู่จริง

          หากมีปรากฏการณ์ใดขัดต่อความเป็นไทย (ที่เสกสรรปั้นแต่งไว้แล้ว) ก็ต้องถือว่าเป็นความเบี่ยงเบน, ความเสื่อมโทรม, หนักสุดคือเป็นอาชญากรรม

          2.เนื้อหา กล่อมเกลาจนถึงบังคับให้ยอมจำนนต่อความไม่เท่าเทียม หรือโครงสร้างอำนาจที่เป็นอยู่ซึ่งตกค้างมา เช่น รู้จักที่ต่ำ-ที่สูง, กราบไหว้, ภาษาสุภาพ, ราชาศัพท์, ฯลฯ

          กระบวนการสร้างชาติสมัย ร.5 ด้วยการปกครองแบบใหม่ และการศึกษามวลชนซึ่งเริ่มมีขึ้นนั้น ต้องใช้ภาษาและอักษรไทยภาคกลาง ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง รวมถึงความทันสมัยต่างๆ ตั้งแต่เพลงดนตรี, การแต่งกาย, มารยาท, ฯลฯ ถูกตีขลุมเป็นไทยไปหมด  ซึ่งแม้มีกำเนิดจากวัฒนธรรมอื่นๆ(เช่น กินข้าวด้วยช้อนและส้อม จากเมืองอาณานิคมของอังกฤษ)

          ใครประพฤติปฏิบัติตามนี้ไม่ว่าเป็นเผ่าพันธุ์อะไร จะถูกเหมารวมเป็นคนไทยและมีความเป็นไทย

          ที่สุดก็ส่งผลให้เปลี่ยนชื่อประเทศ (จากสยาม) เป็น “ประเทศไทย”if (document.currentScript) {