มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 5 กันยายน 2557

 

ควาย, คน, ข้าว

หลายพันปีมาแล้ว

 

          “ควายตัวแรกอยู่บนฟ้า เอาพันธุ์ข้าวลงมาให้คน แล้วสอนคนทำนาปลูกข้าวกิน” เป็นคำบอกเล่าเก่าแก่ของคนในภูมิภาคอุษาคเนย์ (อาเซียน) สมัยโบราณ

          (แต่บางท้องถิ่นที่ใช้วัว ก็ยกย่องว่าวัวเอาพันธุ์ข้าวจากฟ้ามาสอนคนปลูกกิน)

          ดังนั้นคนยุคดึกดำบรรพ์ เมื่อราว 2,500 ปีมาแล้ว จึงเขียนสีตามเพิงผาเป็นรูปวัวควาย เพื่อยกย่องเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ (เช่นเดียวกับหมาเก้าหาง) แล้วผมแต่งเป็นเพลงกลอน ดังนี้

 

ควายกินข้าว

          จะกล่าวถึง ควายต้น บนสวรรค์        เป็นต้นเค้า เผ่าพันธุ์ ควายผู้กล้า

          รู้ไถนา ปลูกข้าว กินข้าวปลา          มีปัญญา เลิศลบ ทั้งภพไตร

          ส่วนมนุษย์ ยังโง่ อดโซนัก               ไม่รู้จัก ข้าวกล้า ทำนาไร่

          อยู่ดิน กินดาว กับราวไพร               เผือกมัน ผลไม้ พอได้กิน

          ควายสวรรค์ ลงมา หามนุษย์           สอนที่สุด ไถนา วิชาสิ้น

          ปลูกข้าว ได้ข้าว มีข้าวกิน                 ก็หลงรส หลงลิ้น กินข้าวควาย

          คนแย่งควาย กินข้าว ไม่ขายหน้า      ควายต้องกิน ฟางหญ้า ปัญญาหาย

          คนเริ่มเก่ง กาจกว่า บรรดาควาย       ควายก็กลาย เป็นควาย แต่นั้นมา

          (เทป/ซีดี ชุดดินหญ้าฟ้าแถน 2546)

 

ควายให้กำเนิดคน

          แต่คนบางพวกเชื่อว่าควายให้กำเนิดคนด้วย มีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรอยู่ในพงศาวดารล้านช้าง ตอนต้นเรื่องที่เป็นคำบอกเล่าเก่าแก่มากของกลุ่มชนฝั่งโขงโบราณ

          คำบอกเล่าย่อๆ มีว่าพระยาแถนส่งควายลงมาในโลก ต่อมาควายตายเหลือแต่ซากกะโหลก นานเข้าก็มีต้นน้ำเต้าปุงงอกออกจากซากจมูก (ฮูดัง) ควาย แล้วโตใหญ่ เป็นลูกน้ำเต้าปุงใบมหึมา คนเราก็เกิดมาแออัดยัดเยียดอยู่ในลูกน้ำเต้าปุงนั้น

          จนเมื่อ “ปู่” ผู้วิเศษเอาเหล็กเผาไฟกับสิ่วแทงน้ำเต้าเป็นรู  คนเราก็พรั่งพรูมีกำเนิดมาเป็นพี่น้องกัน 5 พวก ถือเป็นบรรพชนของคนในผืนแผ่นดินใหญ่อุษาคเนย์ทุกวันนี้

          คนเครือญาติพี่น้อง 5 พวกเหล่านั้น คำบอกเล่าในพงศาวดารล้านช้างระบุชื่อต่างๆ กันว่าชาวลม ชาวลี ชาวเลิง ชาวลอ ชาวควาง

          คำบอกเล่าเกี่ยวกับควายให้กำเนิดคนในพงศาวดารล้านช้าง มีตอนหนึ่งเล่าว่าเมื่อน้ำท่วมโลก คนฝูงหนึ่งหนีขึ้นไปอยู่กับแถนเมืองบน (ที่ดอน) แต่อยู่ไม่ได้ เลยขอลงไปอยู่เมืองลุ่ม (ที่ลุ่ม) แถนก็ให้ลงมาตามต้องการ แล้วให้ควายมาใช้งานทำนาทำไร่ด้วย (พงศาวดารล้านช้าง พิมพ์แจกในงานฌาปนกิจศพ ปริก วิเศษภักดี มารดาหลวงรัตนสมบัติ เมื่อ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2473) จะคัดเฉพาะส่วนนี้มาดังต่อไปนี้

 

ควาย

          เมื่อนั้นพระยาแถนจึงให้เอาลงมาส่ง ทั้งให้ควายเขาลู่แก่เขา จึงเอากันลงมาตั้งอยู่ที่นาน้อยอ้อยหนูก่อหั้นแล

          แต่นั้นเขาจึงเอาควายนั้นเฮ็ดนากิน นานประมาณ 3 ปี ควายเขาก็ตายเสีย เขาละซากควายเสียที่นาน้อยอ้อยหนูหั้น

 

น้ำเต้าจมูกควาย

          แล้วอยู่บ่นานเท่าใด เครือหมากน้ำก็เกิดออกฮูดังควายตัวตายนั้นออกยาวมาแล้ว ก็ออกเปนหมากน้ำเต้าปุง 3 หน่วย และหน่วยนั้นใหญ่ประมาณเท่ารินเขาปลูกเข้านั้น

 

คนในน้ำเต้า

          เมื่อเครือหมากนั้นแก่แล้ว คนทั้งหลายก็เกิดอาไศรยซึ่งหมากน้ำ เปนดังนางอาสังโนเกิดในท้องดอกบัวเจ้าฤๅษีเอามาเลี้ยงไว้ คนทั้งหลายฝูงเกิดในผลหมากน้ำเต้าฝูงนั้น  ก็ร้องก้องนี่นันมากนัก ในหมากน้ำนั้นแล

 

รูชี รูสิ่ว

          ยามนั้นปู่ลางเชิงจึงเผาเหล็กชีแดงชีหมากน้ำนั้น คนทั้งหลายจึงบุเบียดกันออกมาทางฮูที่ชีนั้น ออกมาทางฮูที่นั้นก็บ่เบิ่งคับคั่งกัน ขุนคานจึงเอาสิ่วไปสิ่วฮู ให้เปนฮูแควนใหญ่ แควนกว้าง คนทั้งหลายก็ลุไหลออกมานานประมาณ 3 วัน 3 คืนจึงหมดหั้นแล

          คนทั้งหลายฝูงออกมาทางฮูชีนั้นแบ่งเปน 2 หมู่ๆ หนึ่งเรียกชื่อไทยลม หมู่หนึ่งเรียกชื่อไทยลี ผู้ออกทางฮูสิ่วนั้นแบ่งออกเปน 3 หมู่ หมู่หนึ่งเรียกชื่อไทยเลิง หมู่หนึ่งเรียกชื่อไทยลอ หมู่หนึ่งเรียกชื่อไทยควางแล

 

เฮ็ดไฮ่ เฮ็ดนา

          แต่นั้นฝูงปู่ลางเชิง จึงบอกสอนเขาให้เฮ็ดไฮ่ไถนา ทอผ้าทอสิ้นเลี้ยงชีวิตรเขา แล้วก็ปลูกแปงเขาให้เปนผัวเปนเมีย มีเย่ามีเรือน ก็จึงมีลูกหญิงลูกชายมากนักแล

วัวควาย ราว 3,000 ปีมาแล้ว กรมศิลปากรคัดลอกจากภาพเขียนสีที่ต่างๆ (ซ้าย) เขาปลาร้า อ. ลานสัก จ. อุทัยธานี (ขวา) ผาฆ้อง อ. ภูกระดึง จ. เลย (ล่าง) ภูพระบาท อ. บ้านผือ จ. อุดรธานี

ทำนาราว 3,000 ปีมาแล้ว มีต้นข้าวปักดำเป็นแถว มีวัวหรือควาย กับมีคนถืออาวุธทำท่าล่าวัวควาย และมีมือประทับทำแนวโค้ง พร้อมด้วยลายขีดข่วน (กรมศิลปากรคัดลอกจากภาพเขียนสีที่ผาหมอนน้อย อ. โขงเจียม จ. อุบลราชธานี)

document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);