มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 15 กันยายน 2557

 

ชุดประจำชาติของไทย

          ไม่เคยพบหลักฐานชุดประจำชาติของไทย เว้นเสียแต่จะมโนขึ้นเองตามใจชอบของแต่ละคน

          ส่วนที่เคยมีหลักฐานอยู่บ้างก็เป็นพวกที่เรียกสยาม ไม่เรียกไทย

          หลักฐานเก่าสุดเกี่ยวกับเครื่องแต่งตัวของชาวสยาม อยู่ที่ภาพสลักบนระเบียงปราสาทนครวัด ราว พ.ศ. 1650 (ก่อนมีรัฐสุโขทัย ราว 100 ปี) มีอักษรเขมรกำกับว่า เสียมกุก แปลว่า เสียมก๊ก, สยามก๊ก หมายถึง พวกชาวสยาม (จากลุ่มน้ำโขงที่มีเวียงจันเป็นศูนย์กลาง)

          ชาวสยาม เป็นคำเรียกรวมๆ ใช้เรียกคนหลายเผ่าพันธุ์บนดินแดนสุวรรณภูมิที่มีหลักแหล่งยุคแรกๆอยู่ลุ่มน้ำโขง ใช้ตระกูลภาษาไทย-ลาวเป็นภาษากลางในการสื่อสาร

          หลังจากนั้นเคลื่อนย้ายลงลุ่มน้ำเจ้าพระยา แล้วเรียกตัวเองใหม่ว่า ไทย, คนไทย

          เครื่องแต่งตัวชาวสยามบนภาพสลัก จิตร ภูมิศักดิ์ อธิบายไว้ในหนังสือความเป็นมาของคำสยาม, ไทย, ลาว และขอมฯ จะสรุปย่อๆ สั้นๆ มาดังต่อไปนี้

          เสื้อ แขนสั้น ไม่มีคอ คือเจียนผายขึ้นไปเลย บ้างก็เป็นเสื้อเรียบๆ บ้างก็เป็นเสื้อแพรลายดอกไม้เป็นดวงๆ ปลายแขนเสื้อและชายเสื้อมีขลิบริมลวดลาย.

          ผ้าคาดอก ตัวนายบนหลังช้างยังมีผ้าคาดอกเป็นแถบให‹

          ปรกติผ้าของไทยยุคหลังๆ มักจะคาดพุง. แต่ในวรรณคดีเรื่องท้าวฮุ่งมีปรากฏชัดว่าตัวขุนเจือง เวลาแต่งตัวขึ้นช้างก็คาดผ้าดอกลายเครือวัลย์

          โสร่ง มีทั้งเป็นผ้าพื้นเรียบและทั้งลายแบบผ้านุ่งลาวโส้ง (ผู้ไท) ซึ่งนุ่งให้เชิงผ้าข้างล่างผายนิดๆ เหมือนโสร่งมอ-พะม่า (ไม่ได้นุ่งกางเกงขาก๊วยอย่างที่ใครคิดว่าน่าจะเป็น ผู้ชายอยุธยาก็ไม่นุ่งกางเกงขาก๊วย หากนุ่งผ้าโจงกระเบนแบบขอมหรือเขมร ซึ่งได้อย่างมาจากชนชั้นปกครองที่มาจากอินเดียใต้อีกทอดหนึ่ง)

          แต่สังเกตว่าไม่ได้เพลาะชายผ้าให้เป็นถุง หากเป็นผืน และนุ่งพันแบบมลายู. รอบเอวมีดอกไม้ห้อยเป็นระย้าลงมาเป็นสายยาวเกือบจรดเข่า

          ชุดประจำชาติ มักมีในกลุ่มเมืองขึ้น เมื่อประกาศเอกราชเป็นอิสระจากเจ้าอาณานิคม ก็สร้างอัตลักษณ์ขึ้นด้วยชุดประจำชาติ เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในประเทศนั้นๆ

          แต่ไทย(ตามที่พวกคนดีบอกว่า)ไม่เหมือนใครในโลก และไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร จึงไม่เคยมีชุดประจำชาติdocument.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);}