มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 9 กันยายน 2557

 

ท่าโขน ไม่มาจากอินเดีย

          อธิบดีกรมศิลปากร เอนก สีหามาตย์ ชวนผมไปเล่าเรื่อง โขน มาจากไหน? ให้นักเรียนนักศึกษาฟัง ที่วิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด เมื่อตอนสายๆวันอังคาร 26 สิงหาคม

          โดยมีเอกสารแจกประกอบเล่าเรื่อง ข้อความตอนหนึ่งผมเขียนว่า

          “โขน เป็นวัฒนธรรมร่วมของอาเซียน มีในหลายประเทศ

          หลักฐานเกี่ยวกับโขน พบเก่าสุดในกัมพูชา แล้วส่งแบบแผนให้ไทย, ลาว, พม่า”

          และอีกตอนหนึ่งมีรูปประกอบเป็นหลักฐานพร้อมคำอธิบายว่า

          “ท่าโขน เป็นท่าพื้นเมืองของอาเซียน ไม่มาจากอินเดีย

          ท่าเต้น ของยักษ์กับลิง มาจากท่ากบ พบทั่วไปในอีสานและสองฝั่งโขง เรียกท่าก้นเตี้ยเมื่อเล่นเซิ้งต่างๆ”

          เพราะไม่เคยพบท่าเต้นอย่างนี้ในอินเดีย

          ทั้งหมดมาจากหลักฐานโบราณคดีที่กรมศิลปากรสำรวจพบทั่วประเทศ แล้วคัดลอกบันทึกมาพิมพ์เผยแพร่นานมากแล้ว ผมไม่ได้แต่งขึ้นเอง แต่เอามาอธิบายเอง เพราะนักวิชาการไทยด้านโขนละครมองข้ามหลักฐานพื้นเมือง

          นักศึกษานาฏศิลป์ร้อยเอ็ดคนหนึ่งเขียนข้อความใส่กระดาษส่งให้ผมเมื่อคราวไปบรรยายที่นั่น ถามว่าถ้าอย่างนี้“แล้วเหตุใดในตำราการเรียนการสอนของไทยถึงกล่าวว่าโขนมาจากอินเดีย”

          แต่เครื่องเสียงใช้งานไม่ได้ ผู้อำนวยการฯ บอกว่าไฟฟ้าขัดข้องตั้งแต่เช้า ผมจึงไม่ได้เล่าเรื่องตามที่เตรียมไป และไม่ได้อธิบายตอบตอนนั้น จึงจะขอตอบตอนนี้

          “คิดอะไรไม่ออก บอกอินเดีย” เป็นสิ่งที่นักค้นคว้าและนักวิชาการไทยตั้งแต่สมัยแรกๆถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด จนถึงปัจจุบันยังมีบางกลุ่มทำอยู่เหมือนศตวรรษที่แล้ว

          เพราะรับอิทธิพลความคิดแบบอาณานิคมจากหนังสือ Indianized States ของท่านเซเดส์ ที่ว่าอาเซียนโบราณล้าหลัง เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ต่อเมื่อรับอารยธรรมอินเดียเสียก่อน ถึงจะเจริญขึ้นเป็นบ้านเมือง รวมทั้งมีนาฏศิลป์และดนตรีรับจากอินเดีย

          นักวิชาการสมัยหลังต่อมาจนปัจจุบัน ก็สืบทอดแนวคิดนี้อย่างฝังหัว โดยใครจะเปลี่ยนแปลงมิได้ ไม่ฟังทั้งนั้นความเห็นต่าง หรือหลักฐานอื่นที่มีพัฒนาการหนักแน่นมากกว่า

          นักวิชาการพวกนี้มีมากในกระทรวงวัฒนธรรม, กรมศิลปากร, สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์, ศูนย์มานุษยวิทยา, ฯลฯ รวมถึงมหาวิทยาลัยศิลปากร และบางมหาวิทยาลัยในไทย

          ทั้งๆนักวิชาการในโลกมีพัฒนาการก้าวหน้ากว่านั้นมากแล้ว เพราะมีพยานหลักฐานมากมายไม่เป็นอย่างที่เคยเชื่อกันมา แม้นักวิชาการที่เป็นเจ้าอาณานิคมก็เปลี่ยนความคิด แต่นักวิชาการเมืองขึ้นไม่ยอมไปไหน ยังไม่ยอมเปลี่ยน

          เท่านั้นไม่พอ ใครบอกความจริงให้เอาบุญก็ยังพาลเกรี้ยวกราดโกรธเคืองคนบอกบุญอีกต่างหาก

          ด้วยเหตุนี้เองการเรียนการสอนของไทยกลุ่มมนุษยศาสตร์(หรือศิลปศาสตร์)และสังคมศาสตร์จึงไม่เคลื่อนไหวก้าวหน้า เป็นปัญหาทั้งประเทศ ไม่จำเพาะในกระทรวงวัฒนธรรมและวิทยาลัยนาฏศิลป

          แต่คนทั่วไปที่อยู่นอกแวดวงนาฏศิลป์และดนตรีเหล่านี้ไม่รู้ความจริง แม้สื่อมวลชนส่วนมากยังคิดและหลงเชื่อเหมือนศตวรรษที่แล้วว่ากรมศิลปากรคือความถูกต้อง

          เลยพลอยสรุปอย่างฉาบฉวยโดยไม่ตรวจสอบรอบด้าน ว่าคนคิดต่างจากกรมศิลปากรไม่ถูกต้องทั้งนั้นd.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);} else {