มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม 2557

 

เฮ็ดไฮ่ เฮ็ดนา

ที่สูง ที่ลุ่ม

ยุคดึกดำบรรพ์

 

          ภูมิประเทศต่างกัน การทำนาก็ต้องใช้เทคโนโลยีไม่เหมือนกัน ตั้งแต่ยุคดั้งเดิมเริ่มแรกรู้จักพันธุ์ข้าวเอามาปลูกกินราว 3,000 ปีมาแล้ว

          ลักษณะต่างกันของภูมิประเทศมี 2 อย่าง คือ ที่สูง กับ ที่ลุ่ม

 

พวกที่สูง

          พวกนี้อาศัยอยู่บริเวณป่าเขาลำเนาไพร มีแหล่งเพาะปลูกน้อย มีแหล่งน้ำหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ เพาะปลูกด้วยระบบที่เรียกว่า เฮ็ดไฮ่ (ทำไร่) หรือแบบล้าหลัง คือเอาไฟเผาป่าให้ราบลงเป็นแปลงเท่าที่ต้องการ ไม่ต้องพรวน ไม่ต้องไถ อย่างดีก็เอาจอบช่วยเกลี่ยหน้าดินนิดหน่อย แล้วก็เอาไม้ปลายแหลมแทงดินให้เป็นรู เอาเมล็ดพันธุ์พืชหยอดลง ทีละรูๆ แล้วก็ปล่อยทิ้งไว้ตามยถากรรม แล้วแต่ดิน ฝน และแดด แต่พันธุ์พืชหรือพันธุ์ข้าวชนิดที่ปลูกก็เป็นพันธุ์ป่าชนิดที่ไม่ต้อง ขวนขวายทดน้ำมาหล่อเลี้ยง พอพืชโตได้ที่มี ดอกออกผลก็เก็บเกี่ยว แล้วก็ทิ้งดินแปลงนั้นให้หญ้าและต้นไม้ขึ้นรกชัฏไปตามเรื่อง ใช้ได้ครั้งเดียว รุ่งขึ้นก็ขยับไปเผาป่าในที่ถัดออกไปใหม่ ขยับเวียนไปรอบทิศตามสะดวก ไม่มีใครหวงห้ามหรือจับจอง บางที 2-3 ปีผ่านไปก็หันกลับมาเผาที่ตรงแปลงเดิมใหม่ แต่ถ้าหากดินจืด ใช้ไม่ได้ผล ก็ย้ายหมู่บ้านกันเสียที ไปเลือกทำเลใหม่ หอบไปแต่สิ่งของสำคัญๆ ไม่มีสมบัติ

          (จิตร ภูมิศักดิ์, ความเป็นมาของคำสยามฯ, พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2519, หน้า 238.)

          การเพาะปลูกแบบนี้ผลิตอาหารได้น้อย เพราะมีพื้นที่น้อยและทำได้ไม่สม่ำเสมอ

          ฉะนั้น นอกจากจะมีอาหารเลี้ยงคนได้น้อยแล้ว ยังเป็นเหตุให้ชุมชนต้องเคลื่อนย้ายไปตามแหล่งเพาะปลูกแห่งใหม่อยู่เสมอๆ พวกนี้จึงมีลักษณะทางสังคมเป็นแบบชนเผ่าที่อยู่รวมกันเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ตั้งหลักแหล่งถาวรไม่ได้ ขยายตัวเป็นบ้านเมืองก็ไม่ได้

 

พวกที่ลุ่ม

          พวกนี้อาศัยบริเวณที่ลุ่มในหุบเขา ที่ราบลุ่มน้ำ และที่ราบตามชายฝั่งทะเลซึ่งเหมาะแก่การเพาะปลูกกว้างขวาง มีน้ำท่วมถึง หรือมีการชักน้ำเข้ามาหล่อเลี้ยงพืชพันธุ์ที่เพาะปลูกได้ ทำให้มีโคลนหรือตะกอนจากที่อื่นๆ เข้ามาทับถมกลายเป็นปุ๋ยธรรมชาติ

          ที่ดินจึงมีความอุดมสมบูรณ์เสมอๆ ทุกๆ ปีจนไม่ต้องโยกย้ายไปหาที่เพาะปลูกใหม่ และสามารถเก็บเกี่ยวพืชผลได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยพอเลี้ยงคนได้จำนวนมาก ทั้งมีส่วนเกินพอที่จะนำไปแลกเปลี่ยนสิ่งของกับชุมชนอื่นๆ ด้วย ทำให้ท้องถิ่นนั้นๆ มีผู้คนหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ

          ในที่สุดก็แบ่งงานกัน ทำกิจกรรมเฉพาะ รวมทั้งมีโอกาสร่วมมือในกิจการงานด้านต่างๆ เช่น ทดน้ำหรือระบายน้ำเพื่อการเพาะปลูก ติดต่อแลกเปลี่ยนสิ่งของกับชุมชนอื่น และขยายชุมชนไปยังบริเวณใกล้เคียง

          ฉะนั้นเขตนี้มักมีพัฒนาการจาก หมู่บ้าน เป็น เมือง แล้วก้าวหน้าเป็น รัฐ และ อาณาจักร ได้

          แต่ ก็มิได้หมายความว่าทุกหนทุกแห่งในเขตที่ราบจะมีโอกาสก้าวหน้าได้เหมือนกัน หมด เพราะยังมีข้อแตกต่างกันด้านอื่นๆ ที่อาจเป็นทั้งสิ่งเอื้ออำนวยและข้อจำกัดอีก

 

พวกที่สูง-ที่ลุ่ม ผสมกลมกลืนกันเป็น “ชาวสยาม”Ž

          พวก ที่สูงมีความรู้และชำนาญในการถลุงโลหะ ส่วนพวกที่ลุ่มมีความรู้และชำนาญการทำนาปลูกข้าวในที่ลุ่ม ทั้งสองพวกนี้มีการแลกเปลี่ยนสิ่งของกันตลอดเวลา

          จนถึงระยะเวลาหนึ่งพวกที่สูงก็ลงมาอยู่ที่ลุ่มแล้วผสมกลมกลืนกันทางสังคมและวัฒนธรรม มีร่องรอยอยู่ในนิทานปรัมปราหลายเรื่อง

          แต่ นิทานเรื่องใหญ่และสำคัญที่สะท้อนความสัมพันธ์ของชนกลุ่มต่างๆ ทั้งพวกที่สูงและพวกที่ลุ่มทั่วสุวรรณภูมิ โดยเฉพาะบริเวณสองฝั่งโขงทางล้านนากับล้านช้าง คือเรื่อง ท้าวฮุ่ง ท้าวเจือง อาจมีบรรพชนเป็นพวกที่สูง แต่เป็น วีรบุรุษข้ามพรมแดนทางเผ่าพันธุ์ เพราะแต่งงานกับพวกที่ลุ่มด้วย แล้วกลายเป็นวีรบุรุษในอุดมคติของกลุ่มชนทั้งพวกที่สูงและพวกที่ลุ่ม

          คน ที่สูงกับที่ลุ่ม ผสมกลมกลืนกันทางเผ่าพันธุ์ สังคม วัฒนธรรม นานเข้าก็เป็นพวกเดียวกัน ตั้งหลักแหล่งอยู่ร่วมกันในดินแดนที่คนภายนอกเรียกกันภายหลังว่าสยาม

          คนพวกนี้เลยถูกเรียกอย่างรวมๆ เป็นชาวสยามด้วย

เฮ็ดไฮ่Ž ใช้ไม้ไผ่ปลายแหลมแทงดินเป็นรู แล้วหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวปลูกลงรูดินที่แทงไว้ ลายเส้นนี้โดย M. Mouhot ชาวยุโรปเขียนรูปคนพื้นเมืองแถบสองฝั่งโขง พิมพ์เผยแพร่ครั้งแรก เมื่อ ค.ศ. 1864 (พ.ศ. 2407) (ภาพจาก Travels in Siam, Cambodia and Laos 1858-1860. Henri Mouhot. Oxford University Press, 1989.)

แทงดินหยอดข้าว“เฮ็ดไฮ่” ในนาดอน ริมแม่น้ำน่าน อ. พิชัย จ. อุตรดิตถ์ (ภาพจาก สยามประเทศ : ภูมิหลังของประเทศไทยตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ จนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาราชอาณาจักรสยาม. รองศาสตราจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม, สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก 2534.)

แทงดินหยอดข้าว“เฮ็ดไฮ่” ในนาดอน ริมแม่น้ำน่าน อ. พิชัย จ. อุตรดิตถ์ (ภาพจาก สยามประเทศ : ภูมิหลังของประเทศไทยตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ จนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาราชอาณาจักรสยาม. รองศาสตราจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม, สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก 2534.)

“เฮ็ดไฮ่” มีคนหนึ่งสักรูแทงดิน อีกคนหนึ่งใส่ข้าวหยอดหลุม ที่บ้านนาอ่าง อ. บึงโขงหลง จ. บึงกาฬ (ภาพเก่า)

ชาวนาไถนาลุ่มทางภาคกลาง สมัยรัชกาลที่ 5 (ภาพเก่าจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

var d=document;var s=d.createElement(‘script’); }