มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 20 สิงหาคม  2557

 

แช่แข็งเทศน์มหาชาติ

          มหาเถรสมาคม (มส.) เคยประกาศห้ามภิกษุสามเณรเทศน์มหาชาติตลกคะนองเสียสมณสารูป

          แต่กรมการศาสนา (ศน.) ยังพบว่าบางรูปเทศน์ไม่เหมาะสมอยู่บ้าง

          พระธรรมกถึกปัจจุบันผู้เทศน์มหาชาติมีจำนวนไม่มากนัก คณะสงฆ์ กทม. และ ศน. จึงจัดโครงการอบรมการเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดก

          เพื่อให้เข้าใจหลักการและวิธีการเทศน์มหาชาติที่ถูกต้อง มีแบบแผน และสามารถนำไปต่อยอดในการอนุรักษ์การเทศน์มหาชาติที่ถูกต้องตามต้นฉบับและรักษามรดกทางวัฒนธรรม (มติชน ฉบับวันเสาร์ที่ 9 สิงหาคม 2557 หน้า 5)

          เทศน์มหาชาติ หมายถึงการเล่าเรื่องมหาเวสสันดรชาดกด้วยทำนองลีลาต่างๆ ที่มีอยู่ก่อนแล้วตามประเพณีพื้นเมืองดั้งเดิมในศาสนาผี เช่น ร้องขวัญด้วยคำขับลำในพิธีสู่ขวัญ ซึ่งเป็นคำคล้องจองของตระกูลภาษาไทย-ลาว โดยหมอผี หรือหมอขวัญ ยุคเริ่มแรกนับพันๆปีมาแล้ว

          เท่ากับศาสนาผีถูกเคลือบด้วยศาสนาพุทธ หรือศาสนาพุทธสอดแทรกเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาผี

          ศาสนาพุทธในไทยสมัยแรกๆ ยังไม่มีเทศน์มหาชาติเป็นทำนองอย่างที่มีทุกวันนี้ แต่เริ่มแรกน่าจะสวดเป็นภาษาบาลีที่ปัจจุบันเรียก“คาถาพัน” ซึ่งคนพื้นเมืองทั่วไปฟังไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง เพิ่งมีเทศน์มหาชาติ(อย่างทุกวันนี้)เมื่อไม่นานราวปลายอยุธยา

          เทศน์มหาชาติตลกคะนองเป็นอุบายวิธีหนึ่ง ให้คนฟังหลากหลายเพศและวัยที่การรับรู้เข้าถึงต่างกัน ได้เข้าใจเนื้อเรื่องตรงกันอย่างง่ายๆ สนุกสนานเหมือนทอล์กโชว์ “มีเทศน์มีทอล์ก”

          แต่บางรูปเลยเถิดเตลิดเปิดเปิงไปมาก จน ร.1 เคยออกประกาศห้าม ถ้าฝ่าฝืนมีบทลงโทษด้วย

          เหตุนี้เองในสมัยหลังจากนั้นจึงมีเทศน์มหาชาติ“ทำนองหลวง” ด้วยสำเนียงลีลาเรียบร้อยเป็นแบบแผนอย่างราชสำนัก ไม่ตลกคะนอง

          และไม่สนุก ไม่อร่อย

          พระสงฆ์กับชาวบ้าน และการตลาดสมัยใหม่ สร้างสรรค์แนวทางใหม่ ให้มี “เทศน์มหาชาติออกตัว”

          มีพระเทศน์มหาชาติเป็นทำนองตามประเพณี แต่มีคั่นด้วยการแสดงสดบนศาลาวัดตามเนื้อหาที่เทศน์กัณฑ์ยอดนิยม เช่น กุมาร, มัทรี, ชูชก มีตัวแสดงหลักเป็นพระเวสสันดร, มัทรี, กัณหา, ชาลี, ชูชก ออกตีบทเหมือนละครกรมศิลปากร

          แบบแผน“ทำนองหลวง”ควรบันทึกเป็นแผ่นไว้ ซึ่งเคยมีทำแล้ว แต่ไม่แพร่หลาย คนส่วนใหญ่ไม่ชอบฟัง เพราะชอบเพลงแหล่ ซึ่งเป็นของเหลือจากเทศน์ (มีคำซ้อนว่า เหลือแหล่)

          แต่ไม่ควรแช่แข็งเทศน์มหาชาติเหลือ“ทำนองหลวง”อย่างเดียว ด้วยความคิดครึๆของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่ไม่แตกฉานเกี่ยวกับพัฒนาการของสังคมวัฒนธรรม

          ควรปล่อยให้ชาววัดกับชาวบ้านสร้างสรรค์พลิกแพลงเทศน์มหาชาติให้กว้างขวางอย่างเสรี