มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 5 สิงหาคม 2557

 

ระบำจ้ำบ๊ะ

190 บาท

          สถานเริงรมย์ หมายถึงพื้นที่แห่งความบันเทิงทางกามารมณ์ เป็นแหล่งกำเนิดหนุ่มสาวสมัยใหม่ในวัฒนธรรมป๊อป

          กรุงเทพฯก่อนทศวรรษ 2460 เริ่มมีสถานเริงรมย์แบบตะวันตกอยู่ย่านบางรัก แบบจีนอยู่ย่านเยาวราช

          ที่ยกมา สรุปจากหนังสือกรุงเทพฯ ยามราตรี โดย วีระยุทธ ปีสาลี (สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2557)

          แต่ที่ตื่นตาตื่นใจจนตื่นเต้นคือเรื่องระบำจ้ำบ๊ะ ที่ผมเคยเสียเงิน 1 บาท ดูในงานวัด ทั้งวัดกรุงเทพฯและวัดบ้านนอก จะสรุปมาอีก ดังนี้

          ระบำเปลือยกาย ในกรุงเทพฯ ทศวรรษ 2470-2480 ที่มีชื่อเสียงรู้จักกันดีคือระบำของนายหรั่ง เรืองนาม หรือที่เรียกกันว่าระบำนายหรั่งหัวแดง, ระบำมหาเสน่ห์, หรือระบำโป๊ เพราะมีผู้หญิงที่ไม่ได้ใส่เสื้อผ้านอกจากมีอะไรเล็กๆปิดไว้ที่หัวนมทั้ง 2 ข้าง กับปิดไว้ตรงอวัยวะเพศเหมือนจับปิ้ง และที่จับปิ้งนั้นก็ปิดด้วยใบตองธรรมดา

          ครั้งแรกเปิดแสดงตามงานวัดต่างๆ เช่น งานวัดภูเขาทอง และงานวัดหัวลำโพง

          พ.ศ. 2476 มีผู้ตั้งคณะระบำขึ้นแข่งคณะของนายหรั่งให้ชื่อว่า ระบำจ้ำบ๊ะ เปิดแสดงครั้งแรกในงานออกร้านของวัดชนะสงคราม

          นับแต่นั้นมาชื่อระบำจ้ำบ๊ะก็ติดปากคนทั่วประเทศ

 

โขน ไม่ใช่สมบัติของคนบ้านบ้าน

          ราชการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ชอบกล่าวโทษคนไทย ว่าไม่ปกปักรักษาสมบัติวัฒนธรรมด้านการแสดงโขน เพราะไม่ดูโขน ไม่รู้เรื่องโขน

          ดังนั้น ต้องส่งเสริมให้คนไทยโดยเฉพาะในต่างจังหวัด (เช่น อีสาน) รู้จักและสัมผัสโขนอย่างใกล้ชิด เพื่อสืบทอดศิลปะชั้นสูง ถ้าไม่เร่งรัดทำอย่างนี้ โขนอาจสูญได้

          โขน ไม่ใช่มหรสพของสามัญชนชาวบ้านทั่วไป ไม่ว่าในไทย หรือที่ไหนๆของอาเซียน

          แต่โขนเป็นวัฒนธรรมร่วมของราชสำนักอาเซียน (ไม่ใช่ของไทยฝ่ายเดียว) เป็นเครื่องราชูปโภคของพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น (ไม่ใช่ของคนทั่วไป)

          ในไทยมีเฉพาะราชสำนักของลุ่มน้ำเจ้าพระยา เช่น ละโว้-อโยธยา, อยุธยา, กรุงธนบุรี, และกรุงเทพฯ

          ไม่มีในลุ่มน้ำอื่น จึงไม่เคยมีที่ลุ่มน้ำมูล-ชี ในภาคอีสาน, ปิง-วัง-ยม-น่าน ในภาคเหนือ, และลุ่มน้ำตาปี-ปัตตานีในภาคใต้

          สามัญชนคนบ้านบ้านทั่วไปไม่เคยดูโขน ตั้งแต่แรกมีโขนยุคต้นอยุธยา

          ต่อมายุคปลายอยุธยา จนถึงกรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ สามัญชนคนบ้านบ้านจะได้ดูโขนบ้างก็เมื่อมีงานพระเมรุ คืองานศพเจ้านายชั้นสูง (ถ้าจริงอย่างที่มีร่องรอยอยู่ในอิเหนา)

          ถ้าไม่มีงานพระเมรุ ก็ไม่ได้ดู คนกรุงเทพฯแต่ก่อนเล่าว่าไม่เคยดูโขนหลวง จะได้ดูก็แต่โขนสด (บางคนเรียกหนังสด) ของเอกชนเลียนแบบโขนหลวง ใส่หน้าโขนครึ่งเดียว เปิดหน้า ร้องเอง แล้วเต้นเหมือนหุ่นกระบอกพม่า

          แต่ที่ได้ดูก็จำเพาะพวกมีหลักแหล่งอยู่ในราชธานี เช่น พระนครศรีอยุธยา, กรุงธนฯ, กรุงเทพฯ

          คนบ้านบ้านตั้งแต่ชานพระนครออกไปย่อมไม่มีโอกาสดู ไม่ว่าโขนหลวงหรือโขนสด ยิ่งอยู่อีสาน ลุ่มน้ำชี-มูล ยิ่งไม่เคยเห็น ยุคโน้นอาจไม่เคยได้ยินคำว่าโขนด้วยซ้ำไป

          เอาโขนไปแสดงให้ชาวบ้านทั่วไปในจังหวัดต่างๆดูบ้าง เช่น อีสาน ฯลฯ เพื่อแลกเปลี่ยนแบ่งปัน ล้วนเป็นเรื่องดียิ่ง

          แต่ที่ไม่ดีอย่างยิ่งคือราชการ วธ. ชอบกล่าวโทษสามัญชนคนบ้านบ้านทั่วไป ว่าไม่รู้จักดูโขน ชอบแต่หลงใหลดูภาพยนตร์และการแสดงสมัยใหม่ในวัฒนธรรม ป๊อปของฝรั่ง

          โขนเป็นการแสดงพ้นยุคพ้นสมัยที่ทางการควรทำหน้าที่สืบทอด แล้วเก็บไว้ในมิวเซียม เป็นหลักฐานประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรม โดยออกแสดงนานๆครั้ง เช่น ปีละครั้ง

          คนเล่นโขน เมื่อถอดหัวโขนเก็บบนหิ้งแล้ว ก็ล้วนแล่นเข้าหาวัฒนธรรมป๊อบทั้งนั้น แม้กระทั่งคนใน วธ. ที่ชอบให้สัมภาษณ์โทษสามัญชนคนบ้านบ้าน ไม่มีใครสักคนย้อนกลับใช้ชีวิตประจำวันอยู่ในยุคพระเจ้าอู่ทอง}