มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 1 กรกฎาคม 2557

 

รู้จักชุมชนด้วยประวัติศาสตร์

           กรณีศึกยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระนเรศวร (อยุธยา) กับพระมหาอุปราชา (หงสาวดี) อ. ศรีศักร วัลลิโภดม บรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ บอกว่าสะท้อนลักษณะเก่งคนเดียว (โพสต์ ทูเดย์ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน 2557 หน้า A6) ดังนี้

            “ศึกษาประวัติศาสตร์เพียงมุมเดียว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ‘คนไทย’ เก่งอยู่คนเดียว ทั้งที่ในความจริงสงครามครั้งนี้ ไม่อาจชนะได้เลยหากไม่อาศัยชาติพันธุ์อื่นให้ความร่วมมือ”

           “เช่นเดียวกับสงคราม 9 ทัพ ก็ไม่อาจชนะได้เลยหากพวกกะเหรี่ยงไม่มาช่วยรบ”

           “แต่ประวัติศาสตร์ไทยสอนเพียงอย่างเดียวว่า ‘ข้านี่แน่’”

           กรณีจะปรับการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ไทย อ. ศรีศักร วิตกว่าจะกลับไปรื้อฟื้นประวัติศาสตร์ที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม กับหลวงวิจิตรวาทการ “มันจะกลายเป็นความคลั่งชาติ วันนี้มันไม่ควรเป็นอย่างนี้ เราจะเข้าประชาคมอาเซียนในปีหน้าแล้ว”

           อ. ศรีศักร บอกว่า ทิศทางการสอนวิชาประวัติศาสตร์ไทย จะเป็นไปในรูปแบบการเน้นความรักชาติแบบเดิมๆ แต่ไม่ได้สร้างการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนหรือท้องถิ่น

           “จะต้องปลูกฝังเฉพาะประวัติศาสตร์ในระดับชุมชนท้องถิ่น ว่าวิถีชีวิตเป็นอย่างไร วัฒนธรรมประเพณีเป็นอย่างไร เพื่อให้รู้จักตัวเอง โดยอาจนำประวัติศาสตร์ระดับชาติมาประยุกต์สอนว่าเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ชุมชนได้มีส่วนร่วมอย่างไร ให้รู้ว่าทุกอย่างมีที่มาที่ไป”

           “เรามีวัฒนธรรมระดับหลวง คือ ประวัติศาสตร์ระดับชาติใช้สำหรับหลอมรวมคนในชาติเข้าด้วยกัน” อ. ศรีศักร เปรียบเทียบหลวงกับราษฎร์

           “ส่วนวัฒนธรรมระดับราษฎร์ หรือระดับท้องถิ่น ว่าชุมชนเราเป็นอย่างไร เคยมีเรื่องราวอะไรมาบ้าง และชุมชนรอบๆเราเป็นยังไง วิถีชีวิตเราเป็นอย่างไร ไม่เคยมีประวัติศาสตร์แบบนี้มาก่อน”

           “สิ่งที่มี เป็นประวัติศาสตร์ระดับเดียวที่ถูกส่งตรงมาจากกรุงเทพฯ เพื่อให้คนทั้งประเทศเหมือนกันหมด” อ. ศรีศักร สรุปให้เห็นข้อด้อยของประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย

 

รักบ้านเกิด

           บุญชัย เบญจรงคกุล พัฒนาเว็บไซต์รักบ้านเกิด เพื่อสร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจเชิงสังคม

           โดยเปิดโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นนำผลิตภัณฑ์ทุกชนิดเข้าสู่ตลาดออนไลน์แพร่หลายทั่วไทยและทั่วโลก เช่น ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน ฯลฯ

           เว็บไซต์ฯ นอกจากเป็นที่ค้าขายแล้ว ยังเป็นแหล่งองค์ความรู้ต่างๆของทุกชุมชนท้องถิ่นในไทย เช่น สถานที่ท่องเที่ยว, วิถีชีวิตวัฒนธรรม, อาหารการกิน, ฯลฯ (ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันจันทร์ที่ 23-วันพุธที่ 25 มิถุนายน 2557 หน้า 39-40)

           องค์ความรู้ต่างๆที่ยกแยกหัวข้อมาล้วนเป็นประวัติศาสตร์ท้องถิ่น หรือประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรม ที่ระบบการศึกษาไทยทิ้งขว้างมานาน จนทุกวันนี้ก็ยังไม่เก็บมาศึกษาทำความเข้าใจจริงจัง นอกจากทำเอาหน้าอย่างหลอกๆ เฟคๆ

           ยกตัวอย่างเมืองสุพรรณบุรี ถูกทำให้สนใจเฉพาะสงครามยุทธหัตถี (ที่มีจริงหรือไม่จริงยังสรุปแน่นอนตายตัวไม่ได้) แล้วมองข้ามประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรม เช่น

           ศิลปกรรม (ที่เมืองอู่ทอง อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี) บางอย่างมีอายุเก่าแก่ที่สุด กับมีลักษณะเฉพาะท้องถิ่น อาจยกมาพัฒนาเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้ดีอย่างยิ่ง

           สำเนียงเหน่อสุพรรณ คือสำเนียงหลวงยุคกรุงศรีอยุธยา (ดูจากเจรจาโขน) มีรากเหง้าจากสำเนียงลาวลุ่มน้ำโขง (เช่น สำเนียงหลวงพระบาง) ที่ควรยกมาสร้างสรรค์เป็นเพลงดนตรีและการแสดงร่วมสมัย

           แต่ก็พากันทิ้งไปไม่ศึกษาเพิ่มเติมถึงรากเหง้าเหน่อd.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);