มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน 2557

 

          ทุ่งกุลาในอีสาน มีหม้อไหใส่ศพ ราว 2,5000 ปีมาแล้ว เป็นต้นแบบโกศใส่ศพและอัฐิสืบจนปัจจุบัน

          “ศพใส่หม้อใส่ไห ต้นแบบใส่โกศ” ในฉบับวันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน 2557 มีผู้ขอให้ขยายความเรื่องหม้อไหใส่ศพพบที่ทุ่งกุลา

 

เขียนง่ายๆ ไม่วิชาการ

          เรื่องนี้เคยรวบรวมเรียบเรียงอธิบายอยู่ในหนังสือ คนไทย มาจากไหน? (สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2548 หน้า 145-149)

          แต่ไม่ใช่นักวิชาการ และไม่คิดเป็นนักวิชาการ ผมจึงไม่เขียนอย่างวิชาการ ไม่อ้างอิงเป็นระบบ เพราะทำไม่เป็น แล้วไม่เคยทำ

          หากจะมีทำบ้างก็ไหว้วานคนอื่น แต่ถ้าทำเองจะตกๆ หล่นๆ ผิดๆพลาดๆ โดยไม่มีเจตนาจะฉวยเอางานของใครมาเป็นของตัว ผมแค่ทำหน้าที่ PR วิชาการเท่านั้น

          โดยประกาศเป็นลายลักษณ์อักษรตลอดมา ว่าผมไม่มีศักยภาพคิดสร้างสรรค์วิชาการอะไร ที่ทำมาหลายสิบปีก็ล้วนรวบรวมงานศึกษาค้นคว้าของนักปราชญ์ ราชบัณฑิตครูบาอาจารย์นักวิชาการทำไว้แล้วทั้งสิ้น แต่ไม่เผยแพร่ มาเผยแพร่ให้กว้างขวางยิ่งๆ ขึ้นไป

          ผมเขียนบอกอย่างนี้บ่อยมาก จนผู้อ่านบางคนเคยต่อว่าอย่างหงุดหงิดว่าน่ารำคาญ เพราะบอกบ่อยเกินไป แต่ต้องเขียนบอกอีกเพราะมีบางคนไม่รู้ แล้วเข้าใจคลาดเคลื่อน

          ดังนั้นจะสรุปหม้อไหใส่ศพจากทุ่งกุลา มาสั้นๆ ง่ายๆ ต่อไปนี้

 

ฝังศพที่ทุ่งกุลาร้องไห้ 

          คนพูดภาษาไทยที่มีมโหระทึกและมีประเพณีฝังศพ มีหลักแหล่งอยู่บริเวณทุ่งกุลาร้องไห้ในอีสานเป็นบริเวณกว้างขวาง

          ดังมีในรายงานการศึกษาค้นคว้าของอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม (ทุ่งกุลา อาณาจักรเกลือŽ 2,500 ปี จากยุคแรกเริ่มล้าหลัง ถึงยุคมั่งคั่งข้าวหอม พิมพ์แจกในงานเสวนาเรื่องทุ่งกุลา-อีสานฯ ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร กรุงเทพฯ เมื่อวันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2546) ดังนี้

          ทุ่งกุลามีชุมชนดึกดำบรรพ์ราว 2,500 ปีมาแล้ว หนาแน่น และหลายแห่งมีคูน้ำกับทำนบหรือคันชลประทานที่ซับซ้อน มีระบบความเชื่อแบบดั้งเดิม และมีประเพณีฝังศพครั้งที่ 2 สืบเนื่องอย่างไม่ขาดสาย

          ชุมชนในทุ่งกุลาที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำน้ำท่วมถึงนั้น เติบโตขึ้นเพราะมีผู้คนจากภายนอกที่มีประเพณีฝังศพครั้งที่ 2 เคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานกระจายทั่วไป และมีอาชีพหลักคือถลุงเหล็ก

          กลุ่มชนที่เข้ามาใหม่นี้ แพร่กระจายไปตามที่ต่างๆ นอกเขตทุ่งกุลาด้วย โดยเฉพาะเลยล้ำเข้าไปทางที่ลาดขั้นกระไดต่ำ ทั้งทางด้านเหนือและด้านใต้ของทุ่งกุลา เช่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร จนถึงอุบลราชธานี เป็นแหล่งที่มีทรัพยากรธรรมชาติมาก ได้แก่ เหล็กและเกลือ รวมทั้งเป็นบริเวณที่มีการคมนาคมกับภายนอกทางแม่น้ำโขง ผ่านไปเขตชายทะเลของพวกจามและญวนได้ นับเป็นบริเวณที่มีพัฒนาการของบ้านเมืองสำคัญอีกแห่งหนึ่ง

 

รัฐเจนละ

          ตั้งแต่เขต อ. ม่วงสามสิบ จ. อำนาจเจริญ ไปจนถึง อ. เขื่องใน, อ. คำเขื่อนแก้ว เข้าเขต จ. ยโสธร แล้วต่อเนื่องไป อ. สุวรรณภูมิ จ. ร้อยเอ็ด ล้วนนับเนื่องเป็นบริเวณที่มีลำน้ำเซบก ลำน้ำเซบาย ลำน้ำชี และลำน้ำเสียว ไหลมาลงที่ราบลุ่มต่ำนั้น ก็เป็นบริเวณที่ผู้คนกลุ่มใหม่เคลื่อนย้ายมากับประเพณีฝังศพครั้งที่ 2 เข้ามาตั้งหลักแหล่ง แล้วมีอาชีพทำเกลือกับถลุงเหล็ก จนสร้างเป็นบ้านเป็นเมืองที่นับเนื่องเป็นกลุ่มรัฐเจนละ เพราะพบหลักฐาน ทั้งศาสนสถาน รูปเคารพ ศิลาจารึก ยืนยันอย่างชัดเจน

          มีการติดต่อทั้งกับพวกจาม โดยข้ามเทือกเขาไปสู่บริเวณชายทะเล และทั้งตามแม่น้ำโขงไปยังบ้านเมืองเขมรต่ำในกัมพูชา และปากแม่น้ำโขง

          ผู้คนเหล่านี้ โดยพื้นฐานเป็นคนกลุ่มเดียวกับคนทุ่งกุลา เพราะมีประเพณีฝังศพครั้งที่ 2 แล้วทำเกลือและถลุงเหล็กแบบเดียวกัน

          แต่มีอารยธรรมอันเนื่องจากการได้รับอิทธิพลพุทธศาสนา และศาสนาฮินดูจากอินเดีย รวมทั้งรับความเจริญทางวัตถุกับเทคโนโลยีจากจีนตอนใต้และเวียดนามอย่างต่อเนื่องกว่าผู้คนในทุ่งกุลา

 

ชาวสยาม

          เมืองสำคัญของกลุ่มชนที่มีประเพณีฝังศพครั้งที่ 2 สร้างขึ้นในแหล่งอุตสาหกรรมเกลืออยู่ชายขอบทุ่งกุลาคือ เมืองจัมปาขัน ใกล้ลำน้ำเสียว เขตบ้านตาเณร อ. สุวรรณภูมิ จ. ร้อยเอ็ด

          นับเป็นศูนย์กลางการทำเกลือโบราณกว้างขวางเลยเข้าไปในเขตทุ่งกุลาและทุ่งราษีไศล เป็นแหล่งที่ทำให้เกิดเส้นทางคมนาคม ผ่านทุ่งกุลาร้องไห้ ข้ามเทือกเขาพนมดงรัก ไปยังเมืองพระนครในเขตเขมรต่ำ

          คนพวกนี้อาจมีภาษาพูดในชีวิตประจำวันอย่างหนึ่ง แต่พูดภาษาไทยเป็นภาษากลางทางการค้าŽ ใช้สื่อสารกับคนกลุ่มอื่น จึงนับเป็นชาวสยาม

 

ขอบคุณ

          หม้อไหใส่ศพที่ทุ่งกุลา ราว 2,500 ปีมาแล้ว ไม่ได้รู้ด้วยตัวเอง แต่รู้จากงานค้นคว้ายุคเริ่มต้นของ อ. ศรีศักร วัลลิโภดม ตั้งแต่ผมยังเป็นนักเรียนที่คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

          ต่อมาอีกหลายปีมากจึงรู้จากรายงานการขุดค้นของคุณสุกัญญา เบาเนิด นักโบราณคดี กรมศิลปากร ที่สำรวจและขุดค้นทางโบราณคดีอยู่ในทุ่งกุลาหลายปี

          ขอย้ำว่าผมไม่เคยรู้อะไรด้วยตัวเอง เพราะเรียนน้อย แค่ปริญญาตรีสอบตกซ้ำซาก แล้วอ่านอังกฤษไม่ออก

          แต่ไม่เคยคิดฉวยงานคนอื่นมาเป็นของตัว เหมือนครูบาอาจารย์มหาวิทยาลัยหลายพวก

หม้อไหใส่กระดูก (ที่นักโบราณคดี กรมศิลปากร เรียกแบบแค็ปซูล) ราว 2,500 ปีมาแล้ว ต้นแบบโกศ พบบริเวณขอบทุ่งกุลา ที่บ้านเมืองบัว ต. เมืองบัว อ. เกษตรวิสัย จ. ร้อยเอ็ด

ภาพลายเส้นฝีมือชาวยุโรป จำลองพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ

} else {