มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน 2557

 

          ศาสนาผี เป็นระบบความเชื่อของบรรพชนคนอุษาคเนย์ (อาเซียน) ดึกดำบรรพ์มากกว่า 3,000 ปีมาแล้ว

          ผีหรืออำนาจเหนือธรรมชาติของแต่ละชนเผ่าชาติพันธุ์มีต่างกันบ้าง แต่ที่เชื่อร่วมกันกว้างขวางก็มี เช่น งู, ตะกวด, นก, กบ, หมา, ฯลฯ

 

งู

          งูเป็นสัตว์มีพิษร้ายและรุนแรงเกินกว่าคนจะแก้ไขได้

          ประกอบกับภูมิภาคนี้เป็นเขตร้อนชื้น มีสัตว์เลื้อยคลานชุกชุม โดยเฉพาะงู คนเลยกลัวงู แล้วบูชางูเป็นสิ่งมีอำนาจเหนือธรรมชาติ

          มีหลักแหล่งอยู่ในเรี้ยวในรูลึกลงไปในแผ่นดิน ที่ภายหลังเรียกบาดาล ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมหึมาที่งูเป็นเจ้าของ แล้วบันดาลให้ผุดไหลออกมาจากใต้ดิน เรียกน้ำซึมน้ำซับ หรือซำ อำนวยความอุดมสมบูรณ์ให้ผู้คนในชุมชน

          เป็นเหตุให้‰คนทั้งหลายเซ่นวักงูเป็นผีศักดิ์สิทธิ์ มีฤทธิ์เดชคุ้มครองป้องกันและบันดาลความอุดมสมบูรณ์ ภายหลังต่อมาได้รวมถึงสัตว์ร้ายอื่นๆ ด้วย เช่น จระเข้, ตะกวด (แลน), ฯลฯ

          ฉะนั้น ภาชนะดินเผาบางใบมีลายเป็นรูปงู เช่น ที่บ้านเชียง (จ. อุดรธานี) แล้วทำสืบเนื่องต่อมาจนถึงสมัยหลังๆ พบทั่วไปในยุคทวารวดี

          ความเชื่อเรื่องงูเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์นี่แหละ ต่อไปจะได้รับยกย่องเป็นนาคหรือพญานาค

(ซ้าย) ลายเขียนสีรูปตะกวด (แลน) (ขวา) ทัพพีดินเผาทำเป็นรูปคล้ายงู ในวัฒนธรรมบ้านเชียง

ภาชนะดินเผามีลายเขียนรูปงู พบที่บ้านเชียง อ. หนองหาน จ. อุดรธานี

กบ

กบเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ มักพบเมื่อฝนตกทุกครั้งไป คนทั้งหลายเลยเชื่อว่ากบคือผู้นำน้ำจากท้องฟ้าให้ไหลหล่นลงมา อันเป็นสิ่งที่มนุษย์ในเขตร้อนชื้นต้องการเมื่อยามแล้งน้ำ

ผู้คนพากันยกย่องกบเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ มีฤทธิ์เดชบันดาลความอุดมสมบูรณ์ให้บังเกิดแก่ชุมชนได้ ก็พากันเซ่นวักกบทั้งหลายเป็นผีสำคัญแต่นั้นมา จึงเกิดพิธีกรรมบูชากบ คือบูชายัญ

แล้วมีการละเล่นเต้นฟ้อนด้วยการเอาโคลนมาทาเนื้อตัวแข้งขาให้มีลวดลายอย่างกบ (เป็นต้นแบบให้ลายสักรูปต่างๆ สมัยหลัง) แล้วทำท่าย่อขาแข้งเหมือนกบ พร้อมกับเซ่นวักเครื่องมือทำมาหากิน เช่น มีด พร้า ขวาน ไถ เป็นต้น

เครื่องมือสัมฤทธิ์ เช่น มโหระทึก จึงมีรูปกบเป็นสัญลักษณ์สำคัญประดับหน้ากลอง ฯลฯ

ภาพเขียนบนเพิงผาหรือผนังถ้ำมีรูปคนทำท่าคล้ายกบ จะพบทั่วไปทั้งในบริเวณประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง

แต่ที่มีมากและยิ่งใหญ่ที่สุดอยู่ในมณฑลกวางสี ทางตอนใต้ของจีน ซึ่งเป็นหลักแหล่งของกลุ่มชนพูดตระกูลภาษาลาว-ไทย เมื่อ 3,000 ปีมาแล้ว

คางคกที่ชาวบ้านสองฝั่งโขงเรียกคันคาก เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำเช่นเดียวกับกบและแสดงตัวพร้อมเสียงร้องเช่นเดียวกับกบ

ชาวบ้านสองฝั่งโขงจึงยกย่องคางคกว่าเป็นสัตว์Œมีคุณเอาน้ำฝนมาให้คน แล้วแต่งนิทานเรื่องพญาคันคาก เป็นที่รู้จักแพร่หลายทั่วไปสืบจนทุกวันนี้

 

หมา

หมาเป็นสัตว์มีคุณต่อคน เพราะเป็นผู้เอาพันธุ์ข้าวจากฟ้าลงมาดินให้คนปลูกแล้วรู้จักกินเม็ดข้‰าวที่เอาเปลือกออกแล้ว

คนเมื่อราว 3,000 ปีมาแล้วจึงวาดรูปหมาเป็นสัตŒว์ศักดิ์สิทธิ์ไว้ทำพิธีกรรมเคารพบูชาตามเพิงผาและถ้ำอันเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ คนบางพวกเลยกินเนื้อหมาเพื่อเป็นพลัง

นอกจากมีนิทานหมาเก้าหางแล้ว ชาวจ้วงในมณฑลกวางสีและชาวเวียดนามบางพวกยังปั้นรูปหมายกไว้ในศาลเพื่อเคารพบูชาเป็นสัตว์Œมีคุณสืบจนปัจจุบัน

กบและคนทำท่ากบในรูปสลักบนไหหิน ราว 3,000 ปีมาแล้ว ที่ทุ่งไหหิน แขวงเชียงขวาง ประเทศลาว

(ซ้าย) กบบนหน้ากลองมโหระทึก พบที่ ต. ท่าเรือ อ. เมือง จ. นครศรีธรรมราช (กลาง) กบที่หลุดจากหน้ากลองมโหระทึกสัมฤทธิ์ พบที่ควนลูกปัด อ. คลองทˆอม จ. กระบี่ (ขวา) กบ 4 ตัวบนหน้ากลองสัมฤทธิ์ พบที่เวียดนาม ราว 3,000 ปีมาแล้ว

โครงกระดูกหมา (แบบเต็มโครงสมบูรณ์) ในวัฒนธรรมบ้านเชียง ราว 3,000 ปีมาแล้ว ขุดพบ (เมื่อ พ.ศ. 2547) ร่วมกับโครงกระดูกมนุษย์ยุคเดียวกัน ที่วัดโพธิ์ศรีใน ต. บ้านเชียง อ. หนองหาน จ. อุดรธานี

document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);}