มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน 2557

 

          โกศใส่ศพ มีต้นแบบดั้งเดิมอยู่ที่ศพใส่หม้อใส่ไหฝังดินเมื่อราว 3,000 ปีมาแล้ว

 

แห่ความตายไปทางเรือ

          พิธีศพไม่ว่าจะเป็นบุคคลสำคัญหรือคนธรรมดา เครือญาติจะเก็บศพไว้หลายวันหลายคืนเพื่อรอขวัญคืนร่าง โดยกินเลี้ยงกับกินเหล้าแล้วขับลำบอกเล่าเรื่องราว ต่างๆ ของเผ่าพันธุ์

          คนมีฐานะทางสังคม เช่น หัวหน้าเผ่าพันธุ์ หรือหมอผี เมื่อตายไป คนทั้งชุมชนร่วมกันทำพิธีศพใหญ่โต แต่ถ้าคนทั่วไปตายลงก็ทิ้งให้แร้งกากิน

          คนอุษาคเนย์เชื่อว่าคนเรามาจากบาดาลทางน้ำที่อยู่ใต้พื้นดิน เมื่อตาย (ยุคนั้นเข้าใจความตายต่างจากยุคนี้) ก็คือกลับคืนสู่ถิ่นเดิมในบาดาลโดยทางน้ำที่มีนาคพิทักษ์อยู่

          นี่เป็นต้นเรื่องขบวนเรือศักดิ์สิทธิ์ ลายเส้นบนกลองทองมโหระทึก

          ขบวนแห่ศพมีเครื่องประโคม เช่น ฆ้อง กลองทองมโหระทึก และอื่นๆ (มีหลักฐานอยู่ที่ภาพเขียนสีที่ถ้ำตาด้วง จ. กาญจนบุรี)

          คนบางเผ่าพันธุ์ที่อยู่ใกล้ลำน้ำหรือใกล้ทะเล เคลื่อนศพไปทางน้ำด้วยเรือส่งศพ มีภาพลายเส้นที่ผิวมโหระทึก

          แต่บางเผ่าพันธุ์ทำโลงศพด้วยไม้ที่ขุดเป็นรางหรือโลงไม้ รูปร่างคล้ายเรือ (หรือรางเลี้ยงหมู) เอาศพวางในรางแล้วช่วยกันหามไปไว้ในถ้ำหรือเพิงผา แหล่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น พบที่แม่ฮ่องสอน, กาญจนบุรี ฯลฯ (รางระนาดปัจจุบันก็ได้จากโลงไม้ยุคนี้)

          การแห่พระบรมศพด้วยราชรถก็มีเค้าจากเรือ เพราะหัวท้ายราชรถแกะสลักรูปนาค สัญลักษณ์ของน้ำ

 

หินตั้ง

          พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์กลางหมู่บ้านเป็นที่ฝังศพ มีเสาไม้ปักไว้เป็นเครื่องหมายล้อมรอบ หรือใต้ถุนเรือน

          ต่อมาใช้หินเป็นแท่งเล็กบ้างใหญ่บ้างตามฐานะของชุมชน แท่งหินนี้คนปัจจุบันเรียกหินตั้ง ซึ่งต่อไปเมื่อรับพุทธศาสนาแล้วเรียกว่าเสมาหิน

          เมื่อเอาศพลงหลุม ต้องเอาเครื่องมือเครื่องใช้ใส่ลงไปด้วย เชื่อว่าจะได้ติดตัวไปใช้ในบาดาล

          ฉะนั้นในหลุมศพจึงมีสิ่งของมากมายล้วนแสดงฐานะของผู้ตายว่าเป็นคนสำคัญ เช่น ภาชนะดินเผาลายเขียนสีในวัฒนธรรมบ้านเชียง ไม่ได้ทำไว้ปรุงอาหารในชีวิตประจำวัน แต่ทำไว้ฝังไปกับศพเท่านั้น

 

ต้นแบบโกศ

          ที่สำคัญมากอย่างหนึ่งคือพิธีศพครั้งที่ 2 เริ่มจากครั้งแรกเอาคนตายไปฝังดินไว้ให้เนื้อหนังเน่าเปื่อยยุ่ยสลายไปกับดินจนเหลือแต่กระดูก

          แล้วทำครั้งที่ 2 ด้วยการเก็บกระดูกใส่ภาชนะ เช่น ไหหินที่ทุ่งไหหินในลาว, หม้อดินเผาใส่กระดูกพบทั่วไป แต่ขนาดใหญ่พบแถบทุ่งกุลาร้องไห้เป็นแบบ “แค็ปซูล”

          ประเพณีอย่างนี้พบทั่วไปทั้งผืนแผ่นดินใหญ่และหมู่เกาะ

          ภาชนะใส่กระดูกทำด้วยหินก็มี ทำด้วยดินเผาแกร่งก็มี ปัจจุบันคือโกศ

          แม้แต่การเก็บกระดูกคนตายไว้ตามกำแพงวัดก็สืบเนื่องจากประเพณีดึกดำบรรพ์อย่างนี้เอง

          คนเมื่อ 3,000 ปีมาแล้วบางกลุ่มมีประเพณีฝังศพงอเข่าไว้กับอก บางทีเอาศพงอเข่าใส่ไหไปฝัง ฯลฯ อย่างนี้เรียกกันภายหลังว่าประเพณีศพนั่ง สืบเนื่องมาถึงสมัยหลังคือศพเจ้านายในพระบรมโกศ

 

เจดีย์เหนือหลุมศพ

          พื้นที่ฝังศพได้รับยกย่องเป็นบริเวณศักดิ์สิทธิ์ที่สิงสถิตของผีบรรพชนราว 3,000 ปีมาแล้ว

          เมื่อรับพุทธศาสนาแล้วในสมัยหลัง เลยยกบริเวณนั้นสร้างสถูปเจดีย์เป็นพุทธสถานก็มี เช่น ปราสาทหินพิมาย (อ. พิมาย จ. นครราชสีมา) และวัดชมชื่นที่เมืองเชลียง (อ. ศรีสัชนาลัย จ. สุโขทัย) ฯลฯ

ถิ่นเดิมของคนคือบาดาลอยู่ใต้ดิน เมื่อตายไปแล้วก็กลับถิ่นเดิม มีเรือเป็นพาหนะรับส่งพิธีศพของคนเมื่อหลายพันปีมาแล้ว จึงต้องมีโลงไม้คล้ายเรือใส่ศพทำพิธีกรรม ดังนักโบราณคดีสำรวจและขุดพบโลงไม้ บริเวณลุ่มน้ำแควน้อยแควใหญ่ จ. กาญจนบุรี และที่ถ้ำผีแมน อ. ปางมะผ้า จ. แม่ฮ่องสอน

เรือศักดิ์สิทธิ์ส่งคนตายกลับบาดาลเมื่อราว 3,000 ปีมาแล้ว ลายเส้นบนมโหระทึก พบที่เกาะสมุย จ. สุราษฎร์ธานี

ภาชนะสัมฤทธิ์ใส่กระดูกคนตาย มีลายสลักเป็นรูปเรือศักดิ์สิทธิ์ส่งกลับบาดาล พบที่เวียดนาม

ไหหินใส่กระดูกศพ เหมือน “โกศ” ที่ทุ่งไหหิน แขวงเชียงขวาง ประเทศลาว

ไหดินเผาใส่กระดูกฝังดินตั้งขึ้น พบที่บ้านเมืองบัว ต. เมืองบัว อ. เกษตรวิสัย จ. ร้อยเอ็ด

ภาชนะดินเผาใส่ศพแบบ ”แค็ปซูล” (ที่ทุ่งกุลาร้องไห้ บ้านเมืองบัว อ. เกษตรวิสัย จ. ร้อยเอ็ด) เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นเป็นต้นเค้า “โกศ” และประเพณีเก็บกระดูกใส่หม้อ และสถูปเจดีย์ในสมัยหลังๆ จนถึงทุกวันนี้

ภาพลายเส้นฝีมือชาวยุโรป จำลองพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ

}