มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน  2557

 

สุนทรภู่ฟังลาวสุพรรณ พูดเหน่อ

          คนกรุงเทพฯ (ชาวบางกอก) ฟังสำเนียงพูดของลาว (เมืองสุพรรณ) แล้วบอกว่า“เหน่อ” มาตั้งแต่สมัย ร.3

          แสดงว่าอย่างน้อยตั้งแต่ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์มาแล้ว คนไทยภาคกลางมีทัศนะว่าสำเนียงพูด“เหน่อ” คือสำเนียงลาว หรือเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับลาว

          สุนทรภู่เล่าเรื่องเหน่อไว้เองว่า นั่งเรือจากบางกอก (กรุงเทพฯ) เข้าคลองบางใหญ่ (นนทบุรี) ไปคลองโยง (นครปฐม) ออกแม่น้ำท่าจีน (นครชัยศรี) แล้วทวนน้ำขึ้นเหนือ ถึงเมืองสุพรรณ

          หลังจากนั้นได้แต่งโคลงนิราศสุพรรณ พรรณนาเล่าเรื่องการเดินทางและสิ่งที่พบเห็นด้วยตนเอง เช่น ลาวแถววัดกระดีทอง (อยู่ริมแม่น้ำท่าจีน ปัจจุบันอยู่ในตัวเมืองสุพรรณ) พูดสำเนียงลาว แต่“เหน่อช้า” มีในโคลงบทที่ 129 ดังนี้

          บ้านตั้งฝั่งน้ำที่                     กระดีทอง

          ลาวอยู่รู้เสียงสนอง             เหน่อช้า

          เหน่อ หมายถึงเสียงพูดที่เพี้ยนจากสำเนียงที่ถูกกำหนดว่าเป็นมาตรฐาน, ช้า คือพูดยานคาง ช้าๆ

          สุนทรภู่เป็นผู้ดีบางกอก เพราะเกิดที่วังหลัง ปากคลองบางกอกน้อย (ปัจจุบันคือบริเวณโรงพยาบาลศิริราช กรุงเทพฯ) พูดภาษาไทยสำเนียงบางกอก ซึ่งน่าจะใกล้เคียงสำเนียงคนกรุงเทพฯปัจจุบัน

          เมื่อได้ยินลาวเมืองสุพรรณพูดจากันด้วยสำเนียงลาว (มีทั้งลาวเวียงจันและลาวพวน ถูกกวาดต้อนมาใหม่ๆจากสงครามเจ้าอนุเวียงจัน สมัย ร.3 หลัง พ.ศ. 2369 ยังพูดสำเนียงลาว ไม่ปนอย่างอื่น) สุนทรภู่ฟังด้วยหูชาวบางกอก แล้วได้ยินเป็น“เหน่อ” และ“ช้า”

          สำเนียงสุพรรณ จิตร ภูมิศักดิ์ เขียนบอกไว้ว่า มีที่มาเก่าแก่จากสำเนียงลาวเหนือ (ในหนังสือสังคมไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนสมัยศรีอยุธยา สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน พิมพ์ครั้งที่สาม พ.ศ. 2547 หน้า 312-313)

          ลาวเหนือ ในคำอธิบายของจิตร หมายถึงแขวงหลวงพระบาง ถึงแขวงซำเหนือในลาว เขตติดต่อเมืองแถน (เดียนเบียนฟู) ในเวียดนาม

          ตรงนี้สำคัญมาก เพราะจะสอดคล้องกับนิทานเรื่องขุนบรม ที่ว่างั่วอิน ลูกชายคนที่ห้าของขุนบรม จากเมืองแถน เคลื่อนย้ายลงมาสร้างอโยธยา บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา

          แสดงว่าการเคลื่อนย้ายของคนในตระกูลภาษาไทย-ลาว เกิดขึ้นจริงสมดังมีในนิทาน ที่คาดคะเนจากร่องรอยทางเอกสารอื่นๆ บอกว่าจากลุ่มน้ำโขงพากันเคลื่อนย้ายมาทาง น่าน, เลย, หนองคาย, ผ่านช่องเขา อ. ด่านซ้าย (จ. เลย) และ อ. นครไทย (จ. พิษณุโลก)  ลงไปทางฟากตะวันตกลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่อธิบายได้ว่าตั้งแต่ สุโขทัย, สิงห์บุรี, สุพรรณบุรี, กาญจนบุรี, ราชบุรี, เพชรบุรี, และนครศรีธรรมราช

          ครูบาอาจารย์ประวัติศาสตร์โบราณคดีกระแสหลัก ต่างแสดงท่าทีดูถูกเยาะเย้ยเหยียดหยามการใช้ตำนานนิทานมาอธิบาย

          ผมคิดต่างอย่างยิ่งจากครูบาอาจารย์พวกนี้

          ตำนานนิทานพงศาวดารบางอย่าง หรือแม้จารึก (เช่น จารึกพ่อขุนรามคำแหง) ล้วนต้องถูกตรวจสอบ แล้วต้องประเมินก่อนใช้งานทั้งนั้น ไม่ยกมาใช้อย่างเถรตรง เพราะล้วนถูกทำขึ้นเพื่อรับใช้การเมืองของยุคนั้น

          ดังนั้น ตำนานนิทานเป็น“ร่องรอย” (ขอย้ำว่าเป็น“ร่องรอย” ไม่ใช่“หลักฐาน”) มีประโยชน์มากๆ แต่ถ้าจะใช้งานเป็น“หลักฐาน”จริงก็ต้องมีหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีหรืออื่นๆสนับสนุน ดังกรณีสำเนียงเหน่อสุพรรณจากลุ่มน้ำโขง} else {