มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน 2557

 

เพลงยาวไม่สังวาส ของ สุนทรภู่

          สุนทรภู่ กล่าวถึงตัวเองไว้ด้วยกลอนวรรคหนึ่งว่า “เป็นอาลักษณ์นักเลงทำเพลงยาว”

          ครูบาอาจารย์ทางภาษาและวรรณคดีไทย อธิบายน้ำไหลไฟดับเป็นแนวเดียวกันโดยสรุปว่า

          1. เพลงยาว เป็นสารเสน่หาของหนุ่มสาว (เสมือนจดหมายรักแต่ก่อนนี้) ที่เกี้ยวพาราสีกัน นักปราชญ์เรียกว่าเพลงยาวสังวาส

          2. สุนทรภู่ตกยาก ต้องหารายได้เลี้ยงตัวเองโดยรับจ้างแต่งเพลงยาวสังวาสให้หนุ่มสาวที่แต่งกลอนไม่เป็นมาว่าจ้างให้แต่งแทน

          มีคำบอกเล่าเป็นตุเป็นตะ ว่าพระปิ่นเกล้าเคยให้สุนทรภู่แต่งเพลงยาวเกี้ยวคุณพุ่ม บุษบาท่าเรือจ้าง

          แต่ไม่ทั้งสองอย่าง เพราะไม่พบหลักฐานว่าสุนทรภู่แต่งเพลงยาวสังวาส มีแต่แต่งเพลงยาวถวายโอวาท ที่เป็นคำสอนเจ้านายทรงพระเยาว์

          สิ่งที่สุนทรภู่แต่งคือเพลงยาวทั่วไป เช่น เพลงยาวนิราศ (คือนิราศต่างๆที่มีมาก) กับ เพลงยาวนิทาน (เรื่องพระอภัยมณีและอื่นๆบางเรื่อง)

          เพลงยาวสังวาส หมายถึง สารเสน่หาของหญิงชายเกี้ยวพากัน โดยแต่งเป็น“กลอนเพลง”อย่างยาว

          สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เคยทรงอธิบายว่าเริ่มใช้กลอนเพลงแต่งเป็นเพลงยาวสังวาสเมื่อปลายยุคอยุธยา

          มักเชื่อถือกันสืบมาจนทุกวันนี้ว่าหนุ่มสาวสมัยโบราณจะรักใคร่ชอบพอกัน มักแต่งเพลงยาวเกี้ยวกัน ซึ่งล้วนไม่จริง อย่าเพ้อเจ้อ“มโนมนม”กันนักเลยพวกคลั่งความเป็นไทยเฟคๆ

          เพลงยาวสังวาส เป็นงานอดิเรกของเจ้านายและพวกผู้ดีที่รู้หนังสือ แล้วมีเวลาว่างมาก เลยแต่งเพลงยาวสังวาสอวดโวหารกวี โดยไม่ได้เกี้ยวพากันจริงๆ

          แต่หนุ่มสาวสามัญชนคนทั่วไปอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ จะเขียนเพลงยาวได้ยังไง?

          เพลงยาวทั่วไป หมายถึง ลักษณะ“กลอนเพลง”อย่างหนึ่ง (ที่ไม่สังวาส) นิยมขึ้นต้นด้วยบทวรรครับ (วรรคที่สอง) ลงท้ายด้วย“เอย” เป็นแบบแผนเก่าแก่ดั้งเดิม มีหลักฐานเก่าสุดคือเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา (คล้าย“บัตรสนเท่ห์”ทางการเมือง) แต่งสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ

          เฉพาะสุนทรภู่นิยมใช้กลอนเพลงยาวแต่งเรื่องต่างๆ เช่น นิราศ, นิทาน สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ก็ทรงมีพระนิพนธ์ (อยู่ในประวัติสุนทรภู่) ว่ากลอนสุภาพของสุนทรภู่ คือกลอนเพลงยาว

          ทำไมเรียก“เพลง”? ในชื่อกลอนเพลงยาว

          ฉันทลักษณ์ที่เรียกทุกวันนี้ว่ากลอน มีต้นทางจากคำขับลำนำหรือคำร้องที่เรียกเพลง (คนขับคำกลอน หรือร้องคำกลอน เรียกแม่เพลง พ่อเพลง)

          หากมีทำนองคลอไปด้วย มักเรียกเพลงดนตรี สุนทรภู่ก็เรียกเพลงดนตรีอยู่ในพระอภัยมณีว่า “แต่ใจพี่นี้รักทางนักเลง หมายว่าเพลงดนตรีนี้ดีจริง”

          กลอนเพลง คือวลีคล้องจองส่งสัมผัสท้ายวรรค เช่น เพลงฉ่อย, เพลงโคราช, เพลงเกี่ยวข้าว, เพลงสงฟาง, เพลงเต้นกำรำเคียว, ฯลฯ จนกระทั่งพัฒนาเป็นกลอนบทละครและกลอนตลาด หรือกลอนแปด (นอกจากนั้นยังมีกลอนเซิ้ง คือร่าย, และกลอนลำ คือโคลง)

          กลอนเพลงอีกแบบหนึ่ง คือกลอนร้องเล่นในชีวิตประจำวันของคนยุคอยุธยา หรือก่อนนั้น มีแบบแผนและจำนวนคำจำกัด เช่น

          เจ้าเอย                     การะเกด

          ขี่ม้าเทศ                   ไปท้ายวัง

          ชักกริชมาแกว่ง       จะแทงฝรั่ง

          ใครห้ามก็ไม่ฟัง       เจ้าการะเกดเอย

          กลอนชาวบ้านสามัญชนคนทั่วไปอย่างนี้ ต่อมาชาววังรับไปแต่งคำขับลำนำเพลงดนตรี เช่น บทมโหรี, ดอกสร้อย, สักวา

          แล้วยืดออกไปไม่กำหนดความยาวเป็นบทเสภา, บทละคร ฯลฯ เลยเรียกเพลงยาว} else {