มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน 2557

 

สุนทรภู่ ผู้ดีบางกอก ไม่เคยตกยาก

           สุนทรภู่ ไม่ใช่ชาวเมืองแกลง เพราะไม่ได้เกิดที่บ้านกร่ำ เมืองแกลง (อ. แกลง จ. ระยอง)

           อนุสาวรีย์สุนทรภู่ที่เมืองแกลง สร้างขึ้นด้วยเหตุผลทางการเมืองยุคนั้น (ก่อน พ.ศ. 2500)

           และด้วยความเข้าใจคลาดเคลื่อนของนักค้นคว้ายุคก่อนหน้านั้น ที่ตีความเกินตัวบทจากนิราศเมืองแกลง แล้วบรรจุในตำราเรียน จนทำให้เข้าใจผิดทั่วประเทศสืบจนปัจจุบัน

           หนังสือนามานุกรมวรรณคดีไทย (ชุดที่ 2 ชื่อผู้แต่ง ของ มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2553 หน้า 266) บอกไว้ชัดเจนว่า

           สุนทรภู่ “สถานที่เกิดคือบริเวณสถานีรถไฟบางกอกน้อยในปัจจุบัน”

           (ผมเพิ่งรู้ว่ามีหนังสือเล่มนี้อยู่ในโลก เลยเพิ่งไหว้วานให้ไปควานหาตระเวนซื้อมาอ่านเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี้เอง เป็นพยานว่าผมไม่ทันเหตุการณ์ และไม่ฉลาด)

           สุนทรภู่เกิดที่วังหลัง ปากคลองบางกอกน้อย ฝั่งธนบุรี (มีร่องรอยบอกไว้ในโคลงนิราศสุพรรณ) เป็นผู้ดีบางกอก

           ปัจจุบันคือโรงพยาบาลศิริราช บริเวณที่ตั้งอาคารปิยมหาราชการุณย์ สถานีรถไฟธนบุรี (หลังเดิม) ฝั่งตรงข้ามอู่เรือพระราชพิธี เชิงสะพานอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กทม.

           เทือกเถาเหล่ากอพ่อแม่ของสุนทรภู่ มีบอกในหนังสือนามานุกรมวรรณคดีไทย ชุดที่ 2 จะคัดมา (จัดย่อหน้าใหม่ ให้อ่านสะดวก) ดังนี้

           “นักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่าบิดาของสุนทรภู่เป็นชาวบ้านกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง” “แต่มีผู้เชื่อว่าบิดาของสุนทรภู่เป็นชาวเพชรบุรี”

           “ส่วนมารดานั้นสันนิษฐานว่าอพยพจากกรุงศรีอยุธยาสมัยเสียกรุง มาตั้งรกรากอยู่ที่กรุงธนบุรี”

           “ต่อมาบิดามารดาหย่ากัน บิดาไปบวชอยู่ที่เมืองแกลง มารดามีสามีใหม่”

           “หลังจากนั้นมารดาก็เข้าวังไปเป็นพระนมพระธิดาใน—–กรมพระราชวังบวรสถาน  ภิมุข สุนทรภู่จึงได้ถวายตัวเป็นข้าในกรมพระราชวังหลังตั้งแต่เด็ก”

           ผมมีความเห็นต่างจากนามานุกรมวรรณคดีไทยที่ยกมา ขอเสนอไว้ให้พิจารณา ดังนี้

           1. พ่อแม่ของสุนทรภู่เป็นชาวกรุงเก่า ข้าหลวงเดิมของพี่สาวคนโต ของ ร.1

           โดยต้นสายแหรกทั้งข้างพ่อและข้างแม่รุ่นปู่ย่าตายายเป็นตระกูลพราหมณ์เมืองเพชรบุรี ซึ่งสุนทรภู่เขียนบอกไว้เองในนิราศเมืองเพชร (ฉบับ อ. ล้อม เพ็งแก้ว ชำระ)

           พราหมณ์เมืองเพชร ย้ายไปตั้งรกรากรับราชการในกรุงเก่านานมากแล้ว แต่ครั้งสำคัญน่าจะอยู่ในแผ่นดินพระเจ้าบรมโกศ (ซึ่ง ร.4 ทรงเคยอธิบายเรื่องพราหมณ์บ้านสมอพลือ เมืองเพชรบุรี ไปรับราชการในกรุงเก่า)

           2. บิดาสุนทรภู่เป็นนักรบในกรมพระราชวังหลัง

           ต่อมาเมื่อก่อนสุนทรภู่เกิด 1 ปี ได้ออกศึกคราวสงครามเก้าทัพ เมื่อต้นแผ่นดิน ร.1

           พ.ศ. 2328 รบราฆ่าฟันข้าศึกล้มตายจำนวนมาก กรมพระราชวังหลัง (หลาน ร.1) จึงให้บิดาสุนทรภู่ (ซึ่งเป็นนักรบไปสงครามด้วยกัน) บวชแทนเพื่อล้างกรรมตามประเพณีหลังเสร็จศึก (แนวคิดนี้ได้จากงานศึกษาวิจัยของ อ. ล้อม เพ็งแก้ว)

           การบวชของบิดาสุนทรภู่เกี่ยวข้องกับราชการไม่ทางตรงก็ทางอ้อม อยู่ในสายตาของรัฐสมัยนั้นตลอดเวลา และอาจได้รับมอบหมายภารกิจลับๆอย่างใดอย่างหนึ่งจากรัฐด้วย เช่น

           ไปเกลี้ยกล่อมควบคุมผู้คนแถบเมืองแกลงและท้องถิ่นใกล้เคียง ให้ยอมสวามิภักดิ์ เพราะคนแถบนี้แข็งข้อแล้วยังปราบปรามไม่สำเร็จมาแต่ยุคพระเจ้าตาก

           ฉะนั้น การบวชของบิดาสุนทรภู่จึงไม่เกี่ยวกับเรื่องหย่าร้างส่วนตัว แต่บวชเป็นทางราชการในวังหลัง

           พ.ศ. 2349 สุนทรภู่อายุราว 20 ปี แต่งนิราศเมืองแกลง เมื่อกรมพระราชวังหลังมีรับสั่งให้สุนทรภู่ไปราชการลับ หาบิดาซึ่งบวชเป็นภิกษุอยู่ที่วัดบ้านกร่ำ เมืองแกลง

           นิราศเมืองแกลงมีความวรรคหนึ่งบอกว่า “แม้เจ้านายท่านไม่ใช้แล้วไม่มา”

           แสดงว่าสุนทรภู่ไปเมืองแกลงตามรับสั่งทางราชการลับของกรมพระราชวังหลัง ไม่ใช่งานส่วนตัว และไม่ใช่ไปเยี่ยมบิดา หรือไปเที่ยวพักผ่อนชายทะเล

           3. แม่สุนทรภู่ เป็นแม่นม ในพระธิดาวังหลัง

           พระนางนม กับ นางนม มีบัญญัติในพระอัยการตำแหน่งนาพลเรือน ยุคต้นอยุธยา ว่าพระพี่เลี้ยง, พระนางนม ศักดินา 400 (เทียบเท่าตำแหน่ง หมื่น) พี่เลี้ยง, นางนม ศักดินา 200 (เทียบเท่าตำแหน่งขุน)

           ต้องเป็นหญิงมีเชื้อผู้ดี แล้วมีความใกล้ชิดระดับเครือญาติกับเจ้านายต้นสังกัด

           (มีรายละเอียดในข้อเขียนเรื่องแม่นม ของ จุลทัศน์ พยาฆรานนท์ ในวารสารโลกประวัติศาสตร์ ฉบับเมษายน-มิถุนายน 2541 หน้า 21-29)

           สุนทรภู่ เป็นผู้ดีบางกอก และมีพ่อแม่เกี่ยวดองใกล้ชิดเป็นข้าหลวงเดิมพี่สาวคนโตของ ร.1 จึงไม่เคยตกยาก เพราะมีเจ้านายอุปถัมภ์ตลอดชีวิต}