มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 19 มิถุนายน  2557

 

ฟรี ไม่ต้องมีบัตร

         คนไทยไม่ควรเสียค่าเข้าชม ทั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและโบราณสถานทั่วประเทศ ที่อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร

         ผมเคยเขียนคัดค้านเรื่องนี้ตั้งแต่แรกมีประกาศเก็บค่าเข้าชม เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว (ผ่านไปหลายอธิบดี แต่ไม่สำเร็จ)

         ว่าปกติเปิดฟรีๆ ไม่ต้องมีบัตร ก็ไม่มีใครอยากเข้าชมอยู่แล้ว ขนาดเชิญก็ไม่อยากเข้า ถ้าอยากให้คนเข้าชมสม่ำเสมอจะมาเก็บเงินทำไม? รายได้จากค่าเข้าชมซึ่งไม่มาก จึงได้ไม่คุ้มเสีย

         ประเทศไม่ก้าวหน้าทั้งหลายทั้งในภูมิภาคนี้และที่อื่น มักไม่เก็บค่าเข้าชมกับคนในประเทศของตน เพราะต้องการแบ่งปันเผยแพร่ความรู้ไปสู่ประชาชนให้กว้างไกลมากที่สุด

         ถ้าจะให้ดีอย่างยิ่ง กรมศิลปากรควรถือโอกาส คสช. ประกาศอย่างถาวรไปเลย งดเก็บค่าเข้าชมคนไทย (เก็บเฉพาะชาวต่างชาติ)

 

เฟซบุ๊ก

         ได้ยินญาติมิตรเพื่อนฝูงพูดกันเรื่อง friend  กับ unfriend มานาน

         แต่ไม่รู้ไม่คิดอะไรมากไปกว่าคำแปลไทยว่าเพื่อนกับไม่เพื่อน เพราะผมล้าหลังเรื่องเหล่านี้ แล้วเล่นไม่เป็น ไม่เคยคิดจะเล่น

         ครั้นอ่านคำอธิบายของ อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ ในมติชนรายวัน (ฉบับวันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน 2557 หน้า 20) แล้วหดหู่จนเหี่ยวแห้ง จะคัดมาดังนี้

         “คำนี้ในทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ อาจไม่มีความหมายอะไรมากนัก เมื่อคุณสมัครรับการสื่อสารในฐานะ friend ผมก็ไม่อนุญาตให้คุณรับการสื่อสารนั้นต่อไปด้วยการ unfriend คุณ

         แต่ในภาษาไทยความหมายมันโหดร้ายกว่านั้นแยะ ในฐานะเพื่อน เราไม่ได้ตัดเฉพาะการสื่อสารบางเรื่อง แต่เราถอดเขาออกไปจากความเป็นเพื่อนโดยสิ้นเชิง ความสัมพันธ์ที่มีทั้งหมดถูกถอดกองทิ้งไว้อย่างไม่ไยดี

         และในชีวิตจริง ‘เพื่อน’ จริงๆ ก็ถูก unfriend กันมาไม่น้อยแล้ว”

         เฟซบุ๊กในชื่อผมเมื่อนานมาแล้ว เคยมีผู้เมตตาเปิดให้ เพื่อเอาคอลัมน์ในมติชนขึ้นแบ่งปันเผยแพร่ทุกวัน โดยผมไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะทำไม่เป็น

         (ได้ขอให้เลิกไปนานแล้วก่อนเหตุการณ์ คสช. โดยไม่เกี่ยวข้องอะไรเลยกับการเมือง แต่เพราะเกรงใจเขาที่ต้องเป็นภาระทุกวัน ทั้งเอางานขึ้น แล้วปริ๊นต์ความเห็นให้อ่าน)

         ช่วงเวลาสั้นๆนั้น มีผู้กรุณาปริ๊นต์ที่มีคนอื่นๆวิพากษ์วิจารณ์ในเฟซบุ๊กอื่นๆด้วย ทำให้รู้ว่าเฟซบุ๊กมีประโยชน์มหึมามหาศาล เป็นพยานให้รู้ตัวเองว่าเป็นคนน่าเกลียด น่าชังอย่างไร? มากขนาดไหน? ซึ่งปกติจะไม่มีวันรู้อะไรเลย

         ที่วิเศษมากๆคือทำให้รู้ว่าคนที่เคยแสดงความเคารพรักใคร่สนิทสนมกับเราต่อหน้านั้นเอง ที่บอกให้รู้โดยไม่เผชิญหน้าว่าเราน่าเกลียดน่าชัง และน่าขยะแขยงมากๆ ซึ่งเราไม่มีวันรู้จากปากเขาโดยตรง ดังนั้น ต้องขอบคุณเฟซบุ๊กที่เป็นกระจกวิเศษ

         อ. นิธิ ยังบอกในข้อเขียนต่อไปอีกว่า

         “Hannah Arendt เล่าถึงความเจ็บปวดเช่นนี้ไว้ใน Responsibility and Judgement ว่า เมื่อนาซีได้อำนาจในเยอรมัน

         พฤติกรรมอันเหี้ยมโหดของนาซีเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แม้แต่เมื่อคนธรรมดาเข้าไปร่วมมือกับนาซีด้วยความกลัว ก็เป็นพฤติกรรมที่เข้าใจได้

         แต่เมื่อคนใหญ่คนโต หรือแม้แต่เพื่อนของเราเองกลัวจะพลาดกระบวนรถไฟ พากันออกมาส่งเสียงสนับสนุนนาซี นี้ต่างหากที่เข้าใจยากและเจ็บปวดกว่ากันมาก

         ขอบคุณ และถือว่าโชคดีที่เจ็บปวดเสียตั้งแต่ยังเข้มแข็งพอจะอดทนได้ แล้วยังมีความทรงจำพอใช้ได้}document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);