มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 17 มิถุนายน 2557

 

ความเป็นไทย“ไม่เท่าเทียม”

          ความเป็นไทย หรือวัฒนธรรมไทย เป็นสมบัติของคนชั้นสูง

          เพราะถูกสร้างขึ้น หรือเสกสรรปั้นแต่งขึ้นให้ตรงตามอุดมคติที่คนชั้นสูงต้องการ

          แล้วยัดเยียดให้สามัญชนคนทั่วไปประพฤติอย่างยอมจำนนต่อความไม่เท่าเทียม หรือโครงสร้างอำนาจที่เป็นอยู่

          เช่น รู้จักที่ต่ำ-ที่สูง, รู้จักกราบไหว้, รู้จักสัมมาคารวะ, ฯลฯ

 

ฟุตบอล สร้างความเป็นไทย“เท่าเทียม”

          กีฬาเป็นเรื่องไกลตัวของผมมากๆ เมื่อเรียนมัธยมถึงกับยอมตกวิชากีฬา โดยหนีโรงเรียนไปไม่เข้าสอบ เพราะกลัวและอาย แต่ไม่รู้กลัวและอายอะไร? อธิบายไม่ได้

          มักได้ยินผู้มีประสบการณ์พูดกันทั่วไปว่าคนไทยเล่นกีฬาเป็นทีมไม่ได้เรื่อง เพราะทำอะไรตามใจเป็นไทยแท้ จึงรักษาความเป็นปัจเจกไว้สูงมาก

          ดังนั้น ถ้ามวยต่อยกันตัวต่อตัวละก็ยอดเยี่ยมกระเทียมโทนโดนใจไทยทั้งแท่งกับไทยทั้งดุ้น

          อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ มีคำอธิบายเรื่องกีฬาเป็นทีมของไทย (ในข้อเขียนเรื่องฟุตบอล มติชนสุดสัปดาห์ 23-29 พฤษภาคม 2557 หน้า 19) ว่า

          “กีฬาประเภททีมต้องอาศัยการจัดการและการจัดองค์กรอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งสังคมไทยในปัจจุบันยังไม่ถนัด (ไม่โกงกัน ก็เล่นเส้นเล่นสาย เป็นต้น) ทำให้การฝึกทีมกีฬาทำได้ไม่เต็มที่”

          แต่ฟุตบอลนั้นเป็นกีฬาทีมที่ประหลาด อ. นิธิ บอกว่า “แม้เล่นเป็นทีม แต่ก็เน้นตัวบุคคลผู้เล่นอย่างมาก”

          “คนที่ทำแฮตทริกได้รับการยกย่องอย่างสูง ทั้งๆที่แต่ละประตูที่เขาทำล้วนได้รับการเสริมหรือแม้แต่ป้อนจากคนอื่นอีกหลายคน (นับตั้งแต่คนส่งลูกไปจนถึงคนอื่นที่กันผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามไว้) แต่ชื่อของคนเหล่านี้หายไปหมด

          ดังนั้น ฟุตบอลจึงตอบสนองความถนัดทางกีฬาเท่าที่เราสามารถสร้างได้ในปัจจุบันที่สุด”

          “ความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยปัจจุบันกำลังทำให้คนไทยต้องการ ‘กลุ่ม’ แบบใหม่ ที่ไม่ได้ขยายขึ้นมาจาก ‘กลุ่ม’ แบบเก่า เช่น เครือญาติ โรงเรียนเก่า ที่ทำงาน บ้านเดียวกัน ฯลฯ

          เป็นกลุ่มที่ไม่มีพันธะเหนียวแน่นนัก ไม่ต้องการสำนึกทางชนชั้น ปลอดจากสำนึกทางศาสนา แต่ตอบสนองอัตลักษณ์ส่วนตนได้ดี

          สโมสรฟุตบอลตอบสนองการสร้าง ‘กลุ่ม’ ใหม่ของสังคมไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลงได้ดี

          อ. นิธิ บอกว่า ฟุตบอลดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน สร้าง “กลุ่ม” ทางสังคมขึ้นในหมู่แฟนๆ ไม่ว่าจะเป็นเชลซี แมนยูฯ ชลบุรี บุรีรัมย์ ท่าเรือ ฯลฯ

          ที่น่าสนใจก็คือ แฟนของทีมต่างๆนั้นอยู่ข้าม “พรมแดน” แบบเดิม ไม่เฉพาะแต่พรมแดนของชาติเท่านั้น แต่ข้ามพรมแดนของจังหวัดหรือองค์กรธุรกิจที่ส่งเสริมสโมสรฟุตบอลนั้นด้วย

          คนชลบุรีอาจเป็นแฟนที่เหนียวแน่นของทีมบุรีรัมย์ก็ได้

          ผมตามไม่ทันเรื่องอย่างนี้ เพราะไม่ได้ดูฟุตบอลเลยราว 20 ปีมาแล้ว ฟุตบอลโลกคราวนี้ก็คงไม่ดู} else {