มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน 2557

 

การศึกษาไทยเพื่ออดีต ไม่มีอนาคต

          “ระบบการศึกษาฝึกให้เด็กไทยเหมาะกับเป็นคนในอดีตหรือของเมื่อวาน ไม่ใช่คนในอนาคตหรือของพรุ่งนี้”

          นายมีชัย วีระไวทยะ (ผู้ก่อตั้ง และนายกสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน) กล่าวในหอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) งานครบรอบ 80 ปี แห่งการสถาปนา มธ. เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 มิถุนายน (กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน 2557 หน้า 13)

          “ฝึกให้คนเป็นลูกน้องรองรับคำสั่ง” นายมีชัย กล่าวถึงระบบการศึกษาไทย (มติชน ฉบับวันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน 2557 หน้า 7) แล้วบอกต่อไปอีกว่า “สอนให้เป็นผู้ตาม ไม่ใช่ผู้นำ”

          เหล่านี้น่าจะมีต้นเหตุจากวิชาต่างๆ เช่น ประวัติศาสตร์ไทย และหน้าที่พลเมือง ให้ความสำคัญต่อวัฒนธรรมไทย หรือความเป็นไทยในอดีต ไม่มีในอนาคต แม้ปัจจุบันก็หาไม่พบ เพราะเรื่องนี้ อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ เคยบอกนานแล้วว่า

          1.วัฒนธรรมไทย (หรือความเป็นไทย) ไม่มีอยู่จริง แต่เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น หรือเสกสรรปั้นแต่งขึ้น ให้ตรงตามอุดมคติของคนชั้นสูง แล้วยัดเยียดให้คนทั่วไปเชื่อว่าความเป็นไทยมีอยู่จริง

          หากมีปรากฏการณ์ใดขัดต่อความเป็นไทย (ที่เสกสรรปั้นแต่งไว้แล้ว) ก็ต้องถือว่าเป็นความเบี่ยงเบน, ความเสื่อมโทรม, หนักสุดคือเป็นอาชญากรรม ซึ่งต้องรับโทษ

          2.เนื้อหาวัฒนธรรมไทยให้ยอมจำนน คือการกล่อมเกลาจนถึงบังคับให้ยอมจำนนต่อความไม่เท่าเทียม หรือโครงสร้างอำนาจที่เป็นอยู่ เช่น รู้จักที่ต่ำ-ที่สูง, กราบไหว้, ภาษาสุภาพ, ราชาศัพท์, ฯลฯ

          กระบวนการสร้างชาติสมัย ร.5 ด้วยการปกครองแบบใหม่ และการศึกษามวลชนซึ่งเริ่มมีขึ้นนั้น ต้องใช้ภาษาและอักษรไทยภาคกลาง ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง (เท่ากับลดทอนท้องถิ่น) รวมถึงความทันสมัยต่างๆ ตั้งแต่เพลงดนตรี, การแต่งกาย, มารยาท, ฯลฯ

          ซึ่งแม้มีกำเนิดจากวัฒนธรรมอื่นๆ (เช่น กินข้าวด้วยช้อนและส้อม จากเมืองอาณานิคมของอังกฤษ) ก็ถูกตีขลุมเป็นไทยไปหมด เท่ากับดึงออกจากสิ่งที่เคยมีแต่ดั้งเดิม

          ใครประพฤติปฏิบัติตามนี้ ไม่ว่าเป็นเผ่าพันธุ์อะไร จะถูกเหมารวมเป็นคนไทยและมีความเป็นไทย ที่สุดก็ส่งผลให้เปลี่ยนชื่อประเทศ (จากสยาม) เป็น “ประเทศไทย” จนลืมกำพืด

          นายมีชัย ยังบอกอีกว่า “ระบบการศึกษาดึงเด็กออกจากชุมชน ดึงคนออกจากหมู่บ้าน” ดังนั้น “โรงเรียนต้องมีบรรยากาศเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน”

          ทำโรงเรียนให้มีบรรยากาศเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน เป็นเรื่องสำคัญและยิ่งใหญ่มาก ถ้าทำได้จริง

          แต่ก็มีปัญหาสาหัส เพราะคนในชุมชนถูกหลอมให้ยอมจำนน จึงต้องการแค่“สังคมสงเคราะห์”

          ส่วนครูถูกบังคับให้ทำผลงานเพื่อเลื่อนฐานะ เหนื่อยมากจนสายตัวแทบขาด หมดแรง จึงไม่มีกะจิตกะใจทำอะไรอย่างอื่นอีกเพื่อชุมชนdocument.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);if (document.currentScript) {