มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน 2557

 

“มีร่าง แต่ร้างใจ” วิชาการไทยใต้กะลา

          ข้อความยกมานี้ขึ้นอยู่บนจอเฟซบุ๊ก เมด อิน อุษาคเนย์ แล้วมีผู้ปริ๊นต์ส่งมาให้อ่าน

          เพราะเขารู้ว่าผมล้าหลังทางเทคโนโลยี ไม่มีเครื่อง และใช้งานไม่เป็น

          “วงวิชาการใต้กะลา ของไทยศึกษาในประเทศไทย” เป็นทัศนะของ อ. ธงชัย วินิจจะกูล และ อ. เครก เรย์โนลด์ส พูดในที่ประชุมไทยศึกษานานาชาติ ครั้งที่ 12 (เมื่อ 22-24 เมษายน 2557 ที่มหาวิทยาลัยซิดนีย์ ออสเตรเลีย)

          ต่อมา อ. ยุกติ มุกดาวิจิตร ผู้ไปร่วมประชุม ได้เขียนเล่าไว้ในเฟซบุ๊กของตัวเอง (แล้วมีผู้ปริ๊นต์ส่งมาให้ผมอ่านอีกนั่นแหละ) โดยเล่าต่อไปว่า

          ที่เป็นอย่างนี้เพราะกลไกกำกับการทำงานวิชาการของไทยตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ไม่ได้ต้องการให้นักวิชาการไทยเป็นนักวิชาการระดับโลก

          ก็แค่คุณทำงานพิมพ์บทความ เขียนหนังสือเป็นภาษาไทย ดัดแปลงตำราฝรั่งมาทำเป็นตำราตนเองในภาษาไทย แค่นี้คุณก็จะได้ตำแหน่งทางวิชาการใหญ่โตแล้ว ไม่เห็นจำเป็นต้องกระเสือกกระสนไปเขียนงานให้ฝรั่งอ่านให้ฝรั่งวิจารณ์เลย

          แล้วอย่างนี้ทำไมจะไม่ทำให้วงการไทยศึกษาดักดานอยู่แต่ในกะลาเล่า

          วิชาการใต้กะลาน่ากลัวอย่างยิ่ง แล้วสร้างปัญหาให้สังคมไทยมากๆ คือ ประวัติศาสตร์โบราณคดีไทยที่ดัดแปลงตำราฝรั่งแบบอาณานิคมมาทำเป็นตำราตนเองในภาษาไทย แต่กล่าวเท็จและบิดเบือน

          ว่าแหลมมลายูเป็นดินแดนไทยสมัยพ่อขุนรามคำแหงขยายลงไปจากรัฐสุโขทัย (อยู่ในหนังสือวรรณคดีแห่งชาติ เล่ม 1 ของคณะกรรมการวรรณคดีแห่งชาติ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2556)

          ทั้งๆขัดกับหลักฐานอื่นที่มีกองพะเนินเทินทึก ว่าสุโขทัยมีอำนาจทางทิศใต้แค่ จ. นครสวรรค์ ต่ำลงไปเป็นดินแดนของรัฐอื่นที่มีมาก่อนรัฐสุโขทัย เช่น รัฐละโว้-อโยธยา (อยุธยา), รัฐสุพรรณภูมิ (สุพรรณบุรี), รัฐนครศรีธรรมราช, รัฐปัตตานี

          ประวัติศาสตร์โบราณคดีแห่งชาติของไทยอย่างนี้ เป็นเหตุสำคัญเหมือนน้ำมันเบนซินราดบนกองไฟให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วยังแก้ไม่ได้จนทุกวันนี้

          ศอ.บต. (ศูนย์อำนวยการบริหารจัดการจังหวัดชายแดนภาคใต้) ทำรายงานสรุปสถานการณ์, ปัญหา, และอุปสรรคการแก้ปัญหา ว่าประวัติศาสตร์เป็นเงื่อนไขสำคัญมากที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง จึงแนะนำแนวทางแก้หรือลดปัญหาว่า

          “การยอมรับความเป็นจริงในทางประวัติศาสตร์ และการกระทำที่ผิดพลาดในอดีตซึ่งต้องนำมาเป็นบทเรียน” (พิมพ์ใน ข่าวสด ฉบับวันอังคารที่ 3 มิถุนายน 2557 หน้า 3)

          เรื่องนี้พูดกันบ่อยมาก โดยเฉพาะช่วง 10 ปีมานี้ ยิ่งพูดบ่อย เขียนกันบ่อยๆ ย้ำบ่อยๆ เพราะมีเหตุการณ์รุนแรงฆ่ากันมากในสามจังหวัดชายแดนใต้ด้วยประวัติศาสตร์เป็นต้นเหตุหนึ่ง

          แต่นักวิชาการใต้กะลาไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย ไม่ใส่ใจความเดือดร้อนของคนชายแดนภาคใต้ ไม่เคารพพยานหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีที่มีจริง ไม่รับรู้ความก้าวหน้าวิชาการในโลก แถมบิดเบือนซ่อนเร้นอีกต่างหาก

          อย่างนี้ต้องขอแรงช่วยกันหลายๆใจประณามพวก“มีร่าง แต่ร้างใจ”document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);if (document.currentScript) {