มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 22 พฤษภาคม  2557

 

บ้านเมืองอุดมคติ ที่ไม่มีจริง

          “แต่ก่อนเมืองไทยนี้ดี ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว มีการค้าเสรี ซื้อง่าย ขายคล่อง”

          “บ้านเมืองแต่ก่อนร่มเย็นเป็นสุข มีแต่คนดี เป็นผู้ดีมีตระกูล มีศีลธรรม”

          “อำมาตย์ขุนนางข้าราชการแต่ก่อนฟังเทศน์ฟังธรรม ใจซื่อ มือสะอาด ไม่ฉ้อราษฎร์บังหลวง”

          เป็นข้อความอุดมคติ มีต้นแบบจากจารึกพ่อขุนรามคำแหง แห่งกรุงสุโขทัย รัฐในอุดมคติ (ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่โดยคนชั้นสูงในกรุงเทพฯ) ที่คนพวกหนึ่ง ฝูงหนึ่ง มักอ้างอิงเพื่อปลอบประโลมตัวเองถึงคืนวันเก่าๆ

          แต่ในความจริงยังมีศิลาจารึกกฎหมายลักษณะโจร (หลักที่ 38) กำหนดโทษคนทำผิด แสดงว่าในรัฐสุโขทัยมีโจรผู้ร้ายเหมือนบ้านเมืองอื่นๆในโลก เท่ากับรัฐสุโขทัยไม่วิเศษไปกว่ารัฐอื่น แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อครอบงำคนไทยให้หลงผิด

          รัฐจารีตทุกยุคทุกสมัย ล้วนมีฉ้อราษฎร์บังหลวงในหมู่เจ้านายคนชั้นสูง กับอำมาตย์ขุนนางข้าราชการทั่วไป มีงานวิจัยของสถาบันการศึกษา ระบุชัดว่ามีเจ้าเมืองจำนวนมากล้วนเบียดบังรายได้แผ่นดิน เอาไปเป็นประโยชน์ส่วนตนและญาติมิตรบริวาร โดยไม่มีการตรวจสอบ หรือตรวจสอบไม่ได้ เพราะเงื่อนไขทางการเมืองและวัฒนธรรม

          นิราศหนองคาย ของหลวงพัฒนพงศ์ภักดี (ทิม สุขยางค์) เป็นวรรณกรรมที่ถูกสั่งเผา เพราะเปิดโปงการฉ้อราษฎร์บังหลวงคดโกงสารพัดในกองทัพ สมัย ร.5 ที่ยกจาก กรุงเทพฯ จะไปปราบฮ่อที่หนองคาย พ.ศ. 2418

          จิตร ภูมิศักดิ์ (ในนามแฝงว่า สิทธิ ศรีสยาม) เขียนถึงนิราศหนองคาย อธิบายละเอียดว่าโกงกันยังไงบ้าง? มีขายทั่วไป

 

ไปดูพระลอ ที่โรงละครสุพรรณบุรี

          พระลอ เป็นละครพันทางของกรมศิลปากร กำลังเล่นให้คนดูอย่างเงียบๆ เก็บเนื้อเก็บตัวอยู่ในโรงละครแห่งชาติ ทั้งที่กรุงเทพฯ และที่สุพรรณ

          ผมเพิ่งไปซื้อบัตรราคา 80 บาท ดูคนเดียวที่โรงละครสุพรรณบุรี เมื่อบ่ายวันเสาร์ที่ 17 พฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมา

          แต่เมื่อเดินเข้าโรงละครแล้วเลือกนั่งตรงไหนก็ได้ตามใจชอบ เพราะมีคนไม่ถึง 1 ใน 4 ของที่นั่งทั้งหมด

          ผังที่นั่งจะระบุว่าขายบัตรได้ 3 ใน 4 แต่คนซื้อไปไม่มาดู มีเหตุจากหน่วยงาน จ. สุพรรณบุรี ถูกกำหนดให้ผลัดเปลี่ยนกันซื้อบัตรเหมาครึ่งค่อนโรงดูละครกรมศิลป์ทุกวันเสาร์

          หน่วยงานที่ถูกเกณฑ์ต้องรับซื้อแจกจ่ายเจ้าหน้าที่และผู้มีพระคุณ แต่ไม่มีใครไปดูจริง จะมีบ้างก็ไม่กี่คน บางทีไปนั่งหลับห้องแอร์เย็นๆมากกว่า ดังนั้น ที่นั่งโรงละครจึงว่างโล่งแจ้ง

          อย่างนี้เจตนาดี แต่ได้ผลร้าย คือสร้างความเบื่อหน่ายให้หน่วยงานเหล่านั้น ขณะเดียวกันคนพวกนั้นก็มองกิจกรรมโขนละครในแง่ลบ

          ส่วนคนเล่นโขนละครก็เล่นอย่างเซ็งๆ เพราะรู้ว่าไม่มีคนดู และเห็นอยู่แก่ตาว่าคนที่นั่งไม่มากเหล่านั้นก็ไม่ดู

          พระลอ เริ่มเล่นราวบ่าย 2 โมง กว่าจะเลิกก็ห้าโมงเย็น รวมแล้ว 3 ชั่วโมง นานเกินไป

          บางฉากเยิ่นเย้อโดยไม่จำเป็น ตัดได้ให้เหลือไม่เกิน 2 ชั่วโมง กำลังดีกับสมาธิของคนทั่วไป พอๆกับภาพยนตร์สมัยใหม่ที่ฉายตามโรง

 

พระลอ วังหน้า

          พระลอ ที่เป็นวรรณกรรมแพร่หลาย แล้วรู้จักทั่วไป คือ ลิลิตพระลอ ในตำราว่าแต่งยุคต้นอยุธยา

          เคยมีผู้ตั้งข้อสังเกตมานานแล้วว่าสำนวนไม่ถึงยุคอยุธยา แต่เป็นลีลาเดียวกับตะเลงพ่ายของกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส วัดโพธิ์  สมัย ร.2, 3

          อ. รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล (แห่งมหาวิทยาลัยรามคำแหง) บอกผมเมื่อไม่นานมานี้เองว่าพระลอ สำนวนไม่ถึงแม้ปลายอยุธยา และน่าจะเป็นสำนวนวังหน้าสมัย ร.3 กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ

          ฟังแล้วน่าเชื่อว่าจริงอย่างนั้น เพราะวังหน้าองค์นี้โปรดเรื่องพระลอ ดังมีบทละครพระลอเป็นพยานอีกเล่มหนึ่ง

          เขียนเล่าไว้เฉยๆเท่านั้น ไม่มีอะไรหรอก วรรณกรรมโบราณตายไปนานแล้ว