มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม  2557

 

ประวัติศาสตร์ที่มีพลัง

         สังคมถูกครอบงำให้จำ แล้วท่องตำราประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย ที่มีเนื้อหาแบบพงศาวดารยอพระเกียรติราชวงศ์กับสงครามเชิดชูวีรบุรุษ ซึ่งทุกคนต้องสำนึกในพระมหากรุณาที่สร้างชาติแล้วธำรงรักษาไว้ซึ่งความเป็นไทย

         ครูอาจารย์สถาบันการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย ยึดถือแนวทางนี้เป็นอมตะด้วยความภาคภูมิว่าเป็นวิชาการบริสุทธิ์ที่ไม่การเมือง ทั้งๆเนื้อหาทั้งหมดคือการเมืองยอพระเกียรติ

         คนทั่วไปเลยพากันหนีประวัติศาสตร์ไทย แต่ไม่รังเกียจประวัติศาสตร์อื่น ซึ่งมีเศรษฐกิจการเมืองและสังคมวัฒนธรรม ตลอดจนความสำเร็จและความล้มเหลว เช่น จีน, อินเดีย, ญี่ปุ่น, เกาหลี, ยุโรป, อเมริกา, ฯลฯ

         ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย โดย คริส เบเกอร์ กับ ผาสุก พงษ์ไพจิตร เป็นหนังสือที่มีเนื้อหาตรงข้ามกับประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย เพราะเต็มไปด้วยพลังมีชีวิตชีวาของเศรษฐกิจการเมืองในไทย

         อยุธยา ที่เป็นราชอาณาจักรสยามแห่งแรก (คำของ อ. ศรีศักร วัลลิโภดม) แล้วอยู่ยืนยาว 417 ปี มีพลังชีวิตชีวาทางเศรษฐกิจการเมืองและสังคมวัฒนธรรมสูงอย่างยิ่ง แต่ถูกพลังอนุรักษนิยมทางประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดีครอบงำไว้แน่นหนา จนไม่มีพลัง ไม่สนุก และไม่อร่อย

         น่าจะมีพลังตรงข้ามอนุรักษนิยมไปสร้างสรรค์อยุธยาที่เงียบเหงาเซาซบสลบไปให้ฟื้น

 

ป่าเฮ่ว-เลว(ทรามต่ำ)ช้า

         “ป่าเฮ่วคนเมือง” กับ “ป่าช้าคนไทย” หมายถึงที่เผาผี, ฝังศพ

         นี่ผมได้จากเมื่ออ่านเรื่องป่าช้า ในหนังสือจดหมายจากสันคะยอม ของ ฮิมิโตะ ณ เกียวโต (สำนักพิมพ์อ่าน พิมพ์ครั้งที่สอง ปรับปรุงใหม่/เพิ่มบทความ มีนาคม 2557)

         ป่าเฮ่ว เป็นคำลาวล้านนา ตรงกับคำไทยภาคกลางว่า ป่าเลว ภาคใต้รวบคำ แล้วเหลือว่า เปลว

         คำว่า เลว หมายถึง ไม่ดี, ต่ำทราม มีร่องรอยบอกในคำคล้องจองว่า เลวทรามต่ำช้า

         คำว่า ช้า ตรงกับ เลว

         ภาคกลางจึงเรียก ป่าเฮ่ว ว่า ป่าช้า ในความหมายเดียวกัน คือที่เผาผี, ฝังศพ

         ป่าช้ายุคดั้งเดิม เป็นบริเวณสาธารณะ ไม่อยู่ในวัด ไม่เกี่ยวกับวัด เพิ่งมาเกี่ยวข้องกันสมัยหลัง เริ่มจากสังคมเมืองไม่มีที่ฝังศพ, เผาผี เลยเอาไปไว้วัดในเมือง

         เมรุ (อ่านว่า เมน) เผาศพสมัยนี้เลียนแบบพระเมรุมาศของพระเจ้าแผ่นดิน เพิ่งเริ่มมีในวัดสมัย ร.5 เฉพาะเผาศพเจ้านาย เรียกเมรุหลวงวัดเทพศิรินทร์

         ต่อมาพ่อค้าขุนนางมีทรัพย์ มีอำนาจ อยากให้ศพโคตรตัวเองขึ้นเมรุเหมือนเจ้านาย เลยทำเมรุลอย (แบบน็อคดาวน์) ถอดได้

         นานเข้าสามัญชนอยากขึ้นเมรุบ้าง แล้วมีคนนิยมมากขึ้น ทางวัดหลวงทั่วไปในกรุงเทพฯเริ่มทำก่อน ราว 50-60 ปีมานี้เอง หลังจากนั้นค่อยๆกระจายไปวัดอื่นๆทั่ว กทม. กระทั่งถึงต่างจังหวัด

         “ป่าเฮ่วคนเมือง” บางแห่งในภาคเหนือก็เพิ่งมีเมรุเลียนแบบผู้ดีกรุงเทพฯif (document.currentScript) { } else {